หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ฐ.Blogger ณัฐญา เนตรหิน

ณัฐญา เนตรหิน

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

เช็ค!ผลตอบแทนลงทุนโค้งแรก -ตั้งรับโค้งสอง'ทองดิ่ง'

User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 

ผ่าน 3 เดือนแรกปี 2556 (ม.ค.-มี.ค.)  แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเห็นสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา สะท้อนจากที่หน่วยงานต่างๆ ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปีนี้  อาทิ แบงก์ชาติปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีจาก 4.9% เป็น 5.1%  ,สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ปรับประมาณการจาก 5.0% เป็น 5.3% และล่าสุด ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับประมาณการจีดีพีของไทยจากเดิมที่ 5% เป็น 5.3% เป็นต้น

 
ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

กำเงินหมื่น-หอบเงินล้าน แบงก์ไหน...ให้'ดอกเบี้ย'โดนใจ

User Rating: / 13
แย่ดีที่สุด 

กำเงินหมื่น-หอบเงินล้าน แบงก์ไหน.....ให้'ดอกเบี้ย'โดนใจ

แม้เพิ่งเข้าสู่โค้งแรกของปีมะเส็ง แต่บรรยากกาศการลงทุนนับวันยิ่งร้อนแรงขึ้น ทั้งในตลาดหุ้นและการลงทุนในทองคำ เห็นได้ว่าช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานี้ (เดือนม.ค.2556) ดัชนีหุ้นไทยทะยานทะลุ 1,500 จุด

 

 

 

 

ส่วนการลงทุนในทองคำแค่เริ่มต้นปีก็ผันผวนขึ้นลง ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำช่วงเดือนที่ผ่านมาลดลงเกือบ  2 % (เทียบจากราคาทองปลายธ.ค.55  ทองคำแท่งขายออกที่บาทละ 24,100บาท  เทียบกับราคาในช่วงปลายม.ค.56 ทองคำแท่งขายออกที่บาทละ 23,700บาท)

ในขณะที่ทองคำและหุ้นเริ่มสตาร์ทร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี แต่การออมผ่านแคมเปญเงินฝากของแบงก์พาณิชย์ ช่วงม.ค. ดูยังเงียบๆ จนเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ สีสันจาการแข่งขันเสนอแคมเปญเงินฝากกลับมาร้อนระอุรับเทศกาลตรุษจีน แบงก์พาณิชย์ทะยอยออกแคมเปญเงินฝาก มีให้เห็นทั้ง ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เปิดทางเลือกรอรับฝากจากประชาชน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ ถึงจะเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลงก็ตาม

 

ผลตอบแทนการลงทุนช่วงเดือนแรกของปี 2556  

ทองคำ

(เทียบจากราคาขายทองคำแท่ง ปลายธ.ค.55 ขายออกที่บาทละ 24,100บาท เทียบกับราคาทองคำแท่ง ปลายม.ค.56 ราคาขายที่บาทละ 23,700บาท )

 ประมาณ-1.6%

ดัชนีหุ้นปลายม.ค. 56 ปิดที่ 1,474.20 จุด เทียบ ปลายธ.ค. 55 (วันทำการสุดท้ายของปี 28 ธ.ค.)ปิดที่ 1,391.93 จุด

 

ผลตอบแทนจากการลงทุนในการซื้อห้องชุด

 (ข้อมูลจากบจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส)

ประมาณ 6%ต่อปี
   

 


****มีล้าน 'ทิสโก้'จ่ายงาม ฝาก4เดือน 3.4%สูงสุดในตลาด

จากข้อมูลแคมเปญเงินฝากที่แบงก์พาณิชย์นำเสนออยู่ในขณะนี้ พบว่าแคมเปญเงินฝากของกลุ่มแบงก์ขนาดกลางและเล็กยังให้ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง

อาทิ 'ทิสโก้' เสนอโปรโมชั่นฝากสั้น 4 เดือน "เงินฝากพิเศษ 1 ล้านบาท 4 เดือน ดอกเบี้ย 3.4% ต่อปี" สำหรับลูกค้าใหม่ การันตีนำเสนอดอกเบี้ยที่ดีที่สุดในตลาด โดยโปรโมชั่นนี้จะเปิดรับฝากจนถึงแค่ 28 ก.พ. 56 นี้


เรียกได้ว่าแคมเปญของทิสโก้ ตอนนี้จ่ายอัตราดอกเบี้ยดีที่สุดในตลาด ด้วยเงื่อนไขฝากที่สั้น แม้กำหนดวงเงินฝากขั้นต่ำสูงกว่าแบงก์อื่น คือที่ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ แคมเปญนี้ทิสโก้เปิดร้บเฉพาะลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารทิสโก้มาก่อน อย่างไรก็ตาม แคมเปญนี้หากผู้ฝากถอนก่อนกำหนดฝาก จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ 0.50% เท่านั้น

 

ด้าน 'ธนชาต' ออกเงินฝากรับเทศกาลตรุษจีน “เงินฝากประจำอั่งเปา 118 วัน และ 188 วัน”เปิดให้เลือกฝากสำหรับวงเงินหลักหมื่น และ หลักล้าน โดยเงินฝากประจำอั่งเปา 118 วัน เริ่มรับฝากตั้งแต่ 5 หมื่นบาท (แต่ไม่ถึง 1 ล้านบาท) ได้รับอัตราดอกเบี้ย 2.77%ต่อปี แต่หากฝากตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 2.80%ต่อปี ส่วนเงินฝากประจำอั่งเปา 188 วัน ฝากตั้งแต่ 5 หมื่นบาท แต่ไม่ถึง 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2.80 %ต่อปี ฝากตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 2.90%ต่อปี


ทั้งนี้ หากเทียบวงเงินฝากของแบงก์ธนชาต และ ทิสโก้ ที่ระยะเวลาฝากใกล้เคียงกัน คือ แคมแปญของทิสโก้ ฝากระยะ 4 เดือน ที่วงเงินขั้นต่ำ 1 ล้านบาท รับดอกเบี้ย 3.4%ต่อปี ถือว่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ธนชาต คือ เงินฝากประจำอั่งเปา 118 วัน (ประมาณ 4 เดือน )ที่วงเงินฝาก 1 ล้านบาท เท่ากัน ธนชาตให้ดอกเบี้ย 2.80 %ต่อปี

****แบงก์ยักษ์ชนแคมเปญเงินฝากประจำ 8 เดือน ดอกเบี้ยสูสี

หันมาดูแคมเปญเงินฝากของแบงก์ขนาดใหญ่ ทั้งที่ออกใหม่และผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ ทั้งกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และ กรุงไทย ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำพิเศษ 8 เดือนเหมือนกัน ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
แบงก์กรุงไทย ออก 'ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ KTB อั่งเปา' ระยะเวลาฝาก 8 เดือน ฝากขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย 2.90% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน โดยเปิดรับฝากระหว่างวันที่ 5-28 ก.พ. 56
เทียบกับแคมเปญ ของ แบงก์กสิกรไทย คือ แคมเปญเงินฝากประจำพิเศษ ระยะ 8 เดือนเช่นกัน กำหนดวงเงินฝากขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.88 % จ่ายอัตราดอกเบี้ยทุก 3 เดือน

 

 

หรือแคมเปญของแบงก์ไทยพาณิชย์ ที่ออกแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษ 8 เดือนมาตั้งแต่ประมาณกลางม.ค.ที่ผ่านมา รับฝากขั้นต่ำที่ 1 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 2.88% เช่นกัน


 

****ฝากแบงก์กินดอกเบี้ย ระวังดอกกินต้นเงิน

แม้คาดการณ์ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 20 ก.พ.นี้ มีความเป็นไปได้ที่ กนง.อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบันที่ 2.75% ลง  แต่ดูเหมือนว่าทิศทางของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แบงก์พาณิชย์แข่งขันเสนอแคมเปญเงินฝากอยู่ในขณะนี้ ไม่มีทีท่าว่าแบงก์พาณิชย์จะลดลาวาศอกให้กัน

ซึ่งนอกเหนือจากเหตุผลของการเพิ่มฐานลูกค้าเงินฝากใหม่แล้ว ในปีนี้นนแต่ละแบงก์ต่างก็ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในระดับเกือบ 10% หรือสูงกว่านั้น และยังมีโครงการของภาครัฐบางส่วนที่ต้องใช้เงินกู้จากในประเทศ ยิ่งเป็นปัจจัยที่แบงก์ต้องเร่งระดมเงินฝากรองรับ เชื่อว่าจากนี้ไปยังได้เห็นการแข่งขันในแคมเปญเงินฝากอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังในการบริหารเงินเพื่อหาผลตอบแทนในแคมเปญเงินฝากพิเศษเหล่านี้ คือ หากผู้ฝากอยากจะได้ดอกเบี้ยแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว  ควรฝากจนครบระยะเวลาฝากของแคมเปญนั้นๆ ไม่เช่นนั้นผู้ฝากอาจได้รับเงินต้นคืนไม่เต็มจำนวน กรณีถอนก่อนครบกำหนดฝาก ยกตัวอย่าง กรณีเงินฝากประจำKTB อั่งเปา' ระยะเวลาฝาก 8 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.9% หากถอนก่อน 3 เดือน จะไม่ได้รับดอกเบี้ย ส่วนดอกเบี้ยที่ผู้ฝากได้รับไปในเดือนก่อนหน้า ก็จะถูกหักดอกเบี้ยที่จ่ายไปแล้วออกจากเงินต้น หรือกรณีหากถอนหลัง 3 เดือนไปแล้ว จะจ่ายดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ ณ วันที่ถอน หรือกรณีแคมเปญเงินฝากพิเศษ 1 ล้านบาท 4 เดือน ดอกเบี้ย 3.4%ต่อปีของแบงก์ทิสโก้ ที่จะจ่ายดอกเบี้ยเพียง 0.50% เท่านั้นหากมีการถอนก่อนกำหนดระยะเวลาฝาก


****ซีไอเอ็มบีไทยหันล็อกเงินฝากระยะยาว

หันมาดูแคมเปญเงินฝากระยะยาว ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เสนอโปรแกรมเงินฝากพิเศษ “เงินฝากประจำขั้นบันไดรับทรัพย์ 15 เดือน” เปิดบัญชีขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท (และฝากเพิ่มครั้งต่อไปครั้งละ 5 หมื่นบาท) โดยที่ดอกเบี้ยจะขยับสูงขึ้นตามระยะเวลาฝาก เริ่มจากเดือนที่ 1-3 ผู้ฝากจะได้รับดอกเบี้ย 2.50% เดือนที่ 4-6 ดอกเบี้ย 2.75% เดือนที่ 7-9 ดอกเบี้ย 3.00% เดือนที่ 10-12 ดอกเบี้ย 3.25% เดือนที่ 13-14 ดอกเบี้ย 3.50% และในเดือนที่ 15 จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 8% ต่อปี หรือโดยเฉลี่ยทั้งโครงการ ผู้ฝากจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ 3.3% ต่อปี สามารถเลือกรับดอกเบี้ยรายเดือน หรือรับครั้งเดียวเมื่อครบกำหนดก็ได้  แคมเปญนี้  รับเปิดบัญชี ตั้งแต่วันนี้  ยาวไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค.2556


ด้านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส.ออก“เงินฝากประจำ 360 วัน”ดอกเบี้ยสูงถึง 3.25% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน เงื่อนไขเปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรกและจำนวนเงินฝากครั้งต่อไปขั้นต่ำรายการละ 10,000 บาท เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. – 31 มี.ค. 2556

 



'อังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส 'รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากนโยบายธนาคารที่ต้องการขยายฐานลูกค้าเงินฝากรายย่อยและส่งเสริมการออม จึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า โดยได้จัดทำผลิตภัณฑ์ “เงินฝากประจำ 360 วัน” รับอัตราดอกเบี้ย 3.25% ต่อปี

 

 

นอกจากนี้ ในกลุ่มของแคมเปญเงินฝากระยะยาว  ตั้งแต่กลางม.ค.ที่ผ่านมา แบงก์ขนาดเล็ก'ไทยเครดิต เพื่อรายย่อย ' ได้ออกโปรโมชั่นเงินฝากปลอดภาษี 24 เดือน ดอกเบี้ย 4% ต่อปี  เป็นอีกแคมเปญที่จ่ายดอกเบี้ยสูง โดยผู้ฝากสามารถเปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาท รับฝากสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท ต่อบัญชีต่อราย  'รอย ออกุสตินัส กุนารา 'กรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเปิดบัญชีเงินฝากปลอดภาษี 2 ปี ดังกล่าวฯ นอกเหนือจากการฉลองความสำเร็จการดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 7ของธนาคารแล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยการออมเงินต่อเนื่องทุกเดือนในระยะยาว และได้รับผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยสูง

 

  แคมเปญเงินฝากของแบงก์พาณิชย์ อัตราดอกเบี้ย
ธนชาต

เงินฝากประจำอั่งเปา 118 วัน และ 188 วัน

เงินฝากประจำอั่งเปา 118 วัน

-ฝากตั้งแต่ 5 หมื่นบาท แต่ไม่ถึง 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2.77%ต่อปี(หลังหักภาษีแล้วดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.35%)


-ฝากตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 2.80%ต่อปี (หลังหักภาษีแล้ว ดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.38%)


เงินฝากประจำอั่งเปา188วัน

- ฝากตั้งแต่ 5 หมื่นบาท แต่ไม่ถึง 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2.80 %ต่อปี(หลังหักภาษีแล้ว ดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.38%)
-ฝากตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 2.90%ต่อปี(หลังหักภาษีแล้ว ดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.47%)

เงินฝากอั่งเปา 118 วัน ฝากขั้นต่ำที่ 5หมื่นบาท ครบกำหนดฝากรับดอกเบี้ย380บาท(หักภาษีแล้ว)

 

 

 

 

 

 

 

เงินฝากอั่้งเปา 188 วัน ฝากขั้นต่ำที่ 5หมื่นฝาก ครบกำหนดฝากรับดอกเบี้ย 612 บาท(หักภาษีแล้ว)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีไอเอ็มบีไทย

เงินฝากประจำขั้นบันไดรับทรัพย์ 15 เดือน” อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 8% ต่อปี เดือนที่ 1-3 รับดอกเบี้ย 2.50% ,เดือนที่ 4-6 ดอกเบี้ย 2.75% ,เดือนที่ 7-9 ดอกเบี้ย 3.00%, เดือนที่ 10-12 ดอกเบี้ย 3.25% ,เดือนที่ 13-14 ดอกเบี้ย 3.50% และในเดือนที่ 15 จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 8% ต่อปี

ดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการ 3.3%ต่อปี
 

บัญชีเงินฝากประจำพิเศษ Full of love ฝากประจำ 5 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.1% ต่อปี

 
ทิสโก้


เงินฝากพิเศษ 1 ล้านบาท 4 เดือน ดอกเบี้ย 3.4% ต่อปี ตั้งแต่วันนี้ - 28 ก.พ. 56 ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขาทั่วประเทศ

(หลังหักภาษีแล้ว ดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.89%)

ฝากขั้นต่ำที่ 1ล้านบาท จบครบกำหนดฝาก รับดอกเบี้ย 9,501บาท (หักภาษีแล้ว)

 

กรุงไทย

เงินฝากประจำ KTB อั่งเปา ระยะเวลาฝาก 8 เดือน ฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2.90% ต่อปี

ดอกเบี้ยหลังหักภาษีอยู่ที่ 2.46%

หรือรับดอกเบี้ยเดือนละประมาณ 101บาท เมื่อคำนวณจากเงินฝากที่ 5 หมื่นบาท

กสิกรไทย


เงินฝากประจำพิเศษ 8 เดือน วงเงินรับฝากขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท

จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.88%
(หลังหักภาษีแล้ว ดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.45%)

 
ไทยพาณิชย์

เงินฝากประจำพิเศษ 8 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.88% ต่อปี รับฝากขั้นต่ำที่ 1แสนบาท

 

 
LH BANK

เงินฝากประจำ 6เดือน

3.00-3.15%
ธอส. เงินฝากประจำ 360 วัน ดอกเบี้ยสูงถึง 3.25% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน เงื่อนไขเปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรกและจำนวนเงินฝากครั้งต่อไปขั้นต่ำ

รายการละ 10,000 บาท เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. – 31 มี.ค. 2556
 
ไทยเครดิตเพื่อรายย่อย

เงินฝากปลอดภาษี 24 เดือน ฝากขั้นต่ำ 1,000บาท สูงสุดไม่เกิน 25,000บาทต่อบัญชีต่อราย

รับฝากจนถึง 28 ก.พ. 2556

อัตราดอกเบี้ย 4%ต่อปี
     

 

แคมเปญเงินฝากข้างต้น ! ซึ่งร้อนแรงรับช่วงเทศกาลตรุษจีน ถือเป็นเพียงแค่ 'ชิมลาง'ตลาดในโค้งแรกของปี 2556 นี้เท่านั้น

หลังจากนี้หากสัญญาณเศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น การลงทุนในโครงการต่างๆของภาครัฐเดินเครื่องและมีแผนการลงทุนชัดเจน  เชื่อว่าแคมเปญเงินฝากของแบงก์พาณิชย์ที่นำเสนอภายในปีนี้  ยังเป็นตัวเลือกที่ดีและเห็นผลตอบแทนที่น่าพอใจสำหรับผู้ออมและผู้ลงทุนแน่ !!

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

ตั้งรับให้ดี!'ทอง'ปีนี้ผันผวน-ส่วนต่างขึ้นลงวันละพันบาท

User Rating: / 4
แย่ดีที่สุด 

เข้าศักราชปี 'มะเส็ง'  2556  เป็นอีกปีหนึ่งที่หลายคนตั้งใจมองหาคัมภีร์การลงทุน  และวางแผนบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของตัวเอง เพื่อให้ถึงเป้าหมาย 'ผลตอบแทน'สูงสุด บนความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้  โดยเฉพาะปีนี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ดอกเบี้ย'ขาขึ้น'  ดังนั้น เม็ดเงินที่เคยฝากแบงก์ส่วนหนึ่งวิ่งหาผลตอบแทนที่ดีกว่า และยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากขึ้น

'ทองคำ' ทางเลือกที่ยังติดอันดับต้นๆของผู้ออมและผู้ลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่   ซึ่งตามคำแนะนำสำหรับการจัดพอร์ตลงทุนทองคำในปีนี้ ควรอยู่ที่สัดส่วน 10- 20% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

โจทย์ยาก !! ของรัฐบาล'ยิ่งลักษณ์' ปี 2

User Rating: / 5
แย่ดีที่สุด 

ประมาณปลายก.ย. หรือ ต้นต.ค.นี้ ....รัฐบาล'ยิ่งลักษณ์'เตรียมแถลงภาพรวมผลงานขวบ 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ระหว่างนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ของแต่ละกระทรวงแถลงโชว์ผลงานของตัวเอง

แม้ภายใต้การบริหารของนายกฯ'ยิ่งลักษณ์' จะพาองคาพยพผ่านขวบปีแรกไปได้ แต่บรรยากาศไม่ได้ราบรื่นนัก ท่ามกลางเสียงเชียร์ของมวลชนกลุ่มใหญ่ แต่อีกฟากก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นอกเหนือจากที่ดังมาจากพรรคฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีเสียงของนักวิชาการที่เล็ดลอดออกมาเป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันสารพัดโพลล์ต่างออกมาประเมินผลงานรัฐบาล มีทั้งดี ทั้งแย่ และเอนเอียง!!!

ล่าสุดคะแนนผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปี โดยสรุปแล้วภาพรวมคะแนนที่ออกมา น่าจะพอสรุปได้ว่า คะแนนที่มอบให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 'สอบผ่าน' ในแง่ความตั้งใจทำงาน ส่วนภาพรวมผลงานตามนโยบายรัฐบาล ถือว่า 'ผ่าน' แบบคาบเส้น เนื่องจากลงรายละเอียดหลายเรื่องที่ประชาชนยังไม่พอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารงานด้านเศรษฐกิจ เกือบทุกโพลให้รัฐบาล 'สอบตก'

เปิดผลโพลล์ให้คะแนนผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปี สอบผ่านหรือสอบตก

 

  สอบผ่าน สอบตก
กรุงเทพโพลล์

-ประชาชนพอใจการทำงานของรัฐบาล 4.84 คะแนน จากเต็ม 10

-ผลงานที่ประชาชนชื่นชอบ 'ปราบปรามยาเสพติด'

 
หาดใหญ่โพลล์  

การบริหารงานของรัฐบาลได้ 4.43 คะแนนจาก 10 คะแนน

-การบริหารงานด้านเศรษฐกิจคะแนนต่ำสุด 4.13คะแนน

อีสานโพลล์ ภาพรวมการทำงานของรัฐบาล ประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 75.1 ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ชาวอีสานกว่าร้อยละ52.9 ประเมินว่าไม่ผ่าน
สวนดุสิตโพล

-สอบผ่านทุกกระทรวง

-ผลงานของนายกรัฐมนตรี 6.41 คะแนน

-ผลงานยอดเยี่ยม'แก้ปัญหายาเสพติด'

 

-ผลงานยอดแย่ 'แก้ปัญหาราคาสินค้าแพง'

ม.หอการค้าไทย

-ความพอใจการทำงานของรัฐบาล 7.42คะแนน

-ความสำเร็จของ 16 นโยบายเร่งด่วน 7 คะแนน

-แก้ทุจริตคอร์รัปชั่น 4.6 คะแนน
เอแบคโพลล์ 56%ระบุผลงานรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลก่อน
-ปัญหาค่าครองชีพและหนี้สินเพิ่มขึ้น
-ความรุนแรงของปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น
-การทุจริตคอรัปชั่นเพิ่มขึ้น
-ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มา :ฐานออนไลน์รวบรวม

แม้ภาพรวมผลโพลล์ส่วนใหญ่ให้คะแนนรัฐบาลสอบผ่าน(แบบคาบเส้น) แต่ยังมีหลายประเด็นที่ผลโพลล์ออกมาตรงกันว่ารัฐบาล'ยิ่งลักษณ์ปีที่ 2 ต้องแก้ไข ถือว่าเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชน เช่น ปัญหาปากท้อง ของแพง ,ทุจริตคอร์รัปชั่น และ ความไม่สงบใน3จังหวัดชายแดนใต้

ในส่วนของปัญหาของแพงนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้รัฐบาลมีนโยบายขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการตรึงราคาสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง และต่อมาตรการมาเป็นระยะๆ แต่ผลโพลล์ที่ออกมากลับไม่ปรากฎว่าประชาชนพอใจนโยบายในการแก้ปัญหาราคาสินค้าและของแพงของรัฐบาล

ขณะที่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ข้อมูลล่าสุด ดัชนีความโปร่งใสขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ ปี พ.ศ. 2554 เปรียบเทียบ185 ประเทศ พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 80จากก่อนหน้าอยู่อันดับ 78

ส่วนสถานการณ์ไม่สงบทางใต้ จากข้อมุลศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้สรุปสถานการณ์การก่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับ 4 อำเภอของ จังหวัดสงขลา มกราคม – มิถุนายน 2554 เกิดเหตุทั้งสิ้น 479 เหตุ เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนเกิดเหตุ 566 เหตุ ลดลง 87 เหตุ คิดเป็นร้อยละ 18.16 ยิง 327 เหตุ ระเบิด 103 เหตุ วางเพลิง 11เหตุ เหตุอื่นๆ 38 หตุ การสูญเสียทั้งสิ้น 262 คน เปรียบเทียบกับปีก่อนสูญเสียทั้งสิ้น 239 คน เพิ่มขึ้น 23 คน คิดเป็นร้อยละ 8.77

 

****โจทย์ปี 2 ของรัฐบาล'ยิ่งลักษณ์'ยากกว่าปีแรก โดยเฉพาะศก.

หันกลับมามองภาพจริงของเศรษฐกิจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และแนวโน้มขึ้นปี 2 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แฝงไปด้วยโจทย์ใหญ่ !!!ที่รออยู่ในปี 2556 ทั้งบรรยากาศทางเศรษฐกิจภายใน และ ปัจจัยต่างประเทศ รวมไปถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการรับมือต่อสถานการณ์เหล่านี้ และปัจจัยทางการเมือง พูดได้ว่าปีหน้า 'ไม่ได้ดี' ไปกว่าปี 2555 มิหนำซ้ำ....ปัจจัยต่างประเทศออกอาการหนักหนาสาหัสมากกว่า

 

สำรวจหลากหลายความคิดเห็น โดยสรุปแล้วมองโจทย์สำหรับรัฐบาลในปี 2556 ไม่ได้แตกต่างกันหนัก หลักๆแล้วสิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญ คือ 1.ปัญหาเศรษฐกิจต่างประเทศในปีหน้า ซึ่งมีแนวโน้มว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะโตลดลง และกระทบต่อภาคส่งออกของไทย 2.นโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ยังเดินหน้าเพื่อรักษาฐานเสียง 3.น้ำท่วม และ 4.สถานการณ์การเมือง


รศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ อธิบการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ฟันธงโจทย์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2 'ยาก'กว่าปีแรก โดยระบุว่า " ปีที่หนึ่งปัญหาใหญ่ของรัฐบาล คือ ปัญหาน้ำท่วม นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และนโยบายรับจำนำข้าว เป็นปัญหาที่นำไปสู่วิวาทะที่รุนแรง แต่ในปีที่สองเรื่องในประเทศจะง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง นโยบาย 300 บาท ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นนโยบายที่ยอมรับได้ เพราะทำให้ภาคเอกชนมีการปรับตัว ส่วนประเด็นเกี่ยวกับนโยบายอื่นๆของรัฐบาล เป็นเรื่องที่เห็นกันอยู่แล้วว่าถูกหรือไม่ แต่ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลใช้หาเสียงมาแต่แรก

ส่วนปีที่สอง ปัจจัยต่างประเทศ เป็นโจทย์ที่ยากขึ้นกว่าปีแรก ตัวแปรนอกประเทศยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ดี คือ การเปิดประชาคมอาเซียน (AEC)ที่งวดเข้ามาแล้ว ซึ่งเป็นผลบวกต่อประเทศไทยมากกว่าผล

รศ.ดร.สมภพ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากจะให้ประเมินผลงานรัฐบาลปีแรก เหมือนให้เกรดนักศึกษา ก็คงจะให้เกรด C ไม่ถึงขนาดตก แต่ในปีที่ 2 คาดหวังว่ารัฐบาลจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น เตรียมองค์กรให้ดี และใช้เงินให้ก่อผลเต็มที่อย่างโปร่งใส

 

ขณะที่ ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อีกหนึ่งเสียงที่เห็นว่า โจทย์ปีหน้ายากกว่า ด้วย4เหตุผล คือ 1. ปีหน้าเศรษฐกิจโลกชะลอกว่าปีนี้และมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากกว่าปีนี้ 2. นโยบายประชานิยมของรัฐบาลจะถูกกดดันมากขึ้น เนื่องจากจะถูกจับตาในเรื่องของการใช้เงินของรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มากกว่าที่จะเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3. ปัญหาน้ำท่วม แม้ว่าปีนี้รัฐบาลจะบริหารจัดการได้ดีกว่าปีก่อน แต่ปีหน้ายังมีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมอีก และ 4.ความโปร่งใสของการใช้เงิน

ความคาดหวังของนักวิชาการท่านนี้ต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปีที่ 2 ผศ.ดร.อัทธ์ บอกว่า นายกฯน่าจะเก่งขึ้น และบริหารจัดการได้ดีขึ้น เพราะผ่านเรื่องราวต่างๆในปีแรกมาแล้ว ก็น่าจะบริหารจัดการเรื่องต่างๆได้ดีกว่าเดิมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ส่วนในปีหน้ามองว่าเรื่องของเศรษฐกิจก็ยังน่าห่วงมากกว่าการเมือง

"ถ้าเทียบรัฐบาลนี้กับรัฐบาลที่ผ่านมา (ผศ.ดร.อัทธ์บอกว่าขอไม่ระบุว่ารัฐบาลไหน) สิ่งที่ดีของรัฐบาลนี้คือ ได้ทำในสิ่งที่พูดไว้ และทำเร็ว เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ทั้ง 2 เรื่องก็มีจุดอ่อนหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข "

ขณะที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 'พิสิฐ ลี้อาธรรม' ให้ความเห็นถึง โจทย์ของรัฐบาลปีที่ 2 ต้องเรียนรู้จากปีที่ผ่านมา พร้อมกับต้องออกมาตรการที่มีความรัดกุมและรอบคอบขึ้น เพราะภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ทำให้การมีรายได้ของประชาชนเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นและเป็นความยากของรัฐบาลเช่นกัน หากนโยบายของรัฐบาลจะยังคงดำเนินเช่นปีที่ผ่านมาก็คงทำได้ยากลำบาก เพราะนโยบายประชานิยมต่างๆ จะยกเลิกทีเดียวยาก แต่ควรมีการปรับปรุงให้รัดกุม เช่น หาวิธีการช่วยชาวนาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดกับสังคมมากกว่าวิธีการช่วยเหลือด้านราคาอย่างเดียว รวมถึงต้องสะท้อนในเรื่องของความรัดกุม เพื่อเอื้อต่อประโยชน์ของประเทศ หลังจากที่ปัจจุบันได้สูญเสียตำแหน่งการส่งออก ให้กับอินเดียและเวียดนามไปแล้ว เขณะเดียวกันต้องรักษาวินัยทางการคลัง เป็นโจทย์ที่สำคัญ เพราะภาระที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ ยังต้องเกิดภาระหนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย จากการชำระเงินต้นที่ต้องจ่ายคืน ทำให้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

อดีตรมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายของรัฐบาลปีแรกว่า เป็นปีที่ยากลำบากและมีการออกเครื่องมือหลายอย่างด้วยกันและต้องยอมรับด้วยว่า เครื่องมือเหล่านี้ แม้มีทั้งผลดีในทางการเมือง แต่มีผลไม่ดีทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น มาตรการจำนำข้าว จะเป็นภาระต่องบประมาณในปีต่อไป ,มาตรการคืนภาษีรถคันแรก ที่จะทำให้ผู้คืนภาษีเกิดความพอใจ แต่ผลก็คือทำให้รัฐบาลขาดรายได้และการจราจรมีปัญหา อีกทั้งการส่งเสริมนโยบายให้คนประหยัด มาใช้รถสาธารณะ หรือ รถที่เป็นอีโคคาร์ ในระยะต่อไปอาจจะด้อยประสิทธิภาพลงไป


พร้อมกันนี้ นายพิสิฐ ให้คะแนนรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา เป็นคะแนนกลางๆ ระหว่าง 5-6คะแนนจากเต็ม 10


นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่เห็นในทิศทางเดียวกันว่า ขึ้นปี 2ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เจอโจทย์ยากกว่าปีแรก
เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวในอัตราลดลง ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย ปัญหาการเมือง และสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่ง ดร.สมชายเชื่อว่าในระยะต่อไปปัญหาน้ำท่วมจะรุนแรงมากกว่าปี 2554 ส่วนประเด็นในประเทศอาจเกิดปัญหาดุลยภาพของการใช้นโยบายประชานิยม ที่จะสร้างปัญหาในระยะปานกลางและระยะยาวต่อเสถียรภาพการคลัง

"เศรษฐกิจโลกครึ่งหลังของปีนี้ ขยายตัวในอัตราลดลง ขณะที่ล่าสุด ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรปปรับตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจจาก -0.1% เป็น -0.4% ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจทั้งสหรัฐ อาเซียน จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะภาคการส่งออก แม้ว่าไตรมาส 4 ปีนี้ ตัวเลขการส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วเกิดปัญหาน้ำท่วม ทำให้ฐานการส่งออกปีก่อนต่ำ แต่เชื่อว่าการส่งออกทั้งปี 2555 จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 9% ซึ่งส่วนตัวมองว่าส่งออกอาจโตไม่ถึง 5% เพราะเศรษฐกิจยุโรปกว่าจะฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลา 2 ปี "

ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง

"ปีหน้ายากขึ้นกว่าเพราะปัญหาเศรษฐกิจ"

   

รศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ อธิบการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

"เรื่องในประเทศอาจง่ายขึ้น แต่ต่างประเทศยากขึ้น

 

 

ให้คะแนนผลงานรัฐบาล 1 ปี เกรด C

ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

"ปีหน้ายากกว่าเพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าปีนี้กระทบส่งออกมากกว่าปีนี้"

  ให้คะแนนผลงานรัฐบาล 1 ปี 7 เต็ม 10 หรือ B +

พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

"โจทย์ของรัฐบาลปีที่ 2 ต้องเรียนรู้จากปีที่ผ่านมา พร้อมกับต้องออกมาตรการที่มีความรัดกุม"

  ให้คะแนนผลงานรัฐบาล 1 ปี 5-6คะแนน

ผศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)

 

 

"ดูแล้วสถานการณ์ปีหน้า น่าจะรุนแรงและส่งผลกระทบกับประเทศไทยมากกว่าปีนี้มาก"

  ให้คะแนนผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปี B- ถึง C

 

ผศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวว่า โจทย์ในปีหน้าของรัฐบาลมีหลายเรื่องที่น่าเป็นห่วง เรื่องภายนอกประเทศคงหนี้ไม่พ้นเรื่องวิกฤตหนี้ยุโรป ดูแล้วสถานการณ์น่าจะรุนแรงและส่งผลกระทบกับประเทศไทยมากกว่าปีนี้มาก ประเทศในกลุ่มยูโรโซน เช่น ฟินแลนด์ ก็เตรียมแผนในการออกจากยูโรแล้ว เงินยูโรน่าจะมีปัญหาแน่นอน รัฐบาลจะมีมาตรการในการเตรียมความพร้อมกับเรื่องนี้ขนาดไหน ส่วนเรื่องภายในประเทศ ที่กังวลมากที่สุดคือ การก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล จึงอยากเห็นการชี้แจงจากรัฐบาลที่ชัดเจนว่า โครงการเหล่านี้มีความสำคัญและเร่งด่วนอย่างไร? รัฐบาลจะใช้วิธีการใดในการ Finance โครงการลงทุนเหล่านี้ หากรัฐบาลต้องกู้เงิน รัฐบาลจะชำระคืนอย่างไหร่? จะเพิ่มภาษีตัวไหน? เมื่อไหร่? เอาให้ชัด บอกกับประชาชนไปเลย แล้วลองสอบถามกับประชาชนดูว่าเอาด้วยไหม? อย่ามัวแต่ขายฝันกับประชาชนด้วยเงินที่คุณไม่มีแบบนี้ อีกอย่างรัฐบาลควรต้องสำรองเงินเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินจริงๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วย

ผศ.ดร.ศาสตรา ระบุว่า ในปีที่แรก หากจะให้คะแนนรัฐบาลจากผลงานที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทำไปแล้ว คงต้องมองเป็นสองลักษณะ คือ การดำเนินนโยบายที่ได้ให้ไว้ในช่วงหาเสียง ซึ่งที่ผ่านมาในปีแรก รัฐบาลก็ได้ให้นโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายเร่งด่วน ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จในการผลักดันออกมาให้เห็นกัน (ไม่พิจารณาถึงความเหมาะสมหรือถูกต้องของนโยบายที่ออกมาเหล่านี้) ถ้ามองในจุดนี้ เราคงให้คะแนนรัฐบาลอยู่ในระดับ B ได้ แต่ขณะเดียวกัน ในปีแรกก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลก็ได้แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดอย่างรุนแรงในการบริหารประเทศ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น และการกู้ 3500,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการบริหารจัดการทางน้ำ ซึ่งก็ปรากฎให้เห็นแล้วว่า ไม่ได้เรื่อง ไม่มีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ถ้ามองในมุมนี้ คงให้คะแนนในด้านนี้อยู่ในระดับที่ไม่เกิน C

 

หากนับจากวันที่นายกฯยิ่งลักษณ์ แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 ขณะนี้ก็ต้องถือว่าก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของรัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์' แล้ว สิ่งที่เป็นที่คาดหวัง คือ รัฐบาลจะใช้บทเรียนจากประสบการณ์ปีแรก 'ตั้งรับ' และ 'ตั้งหลัก 'รับมือกับสถานการณ์ที่รออยู่ข้างหน้า ที่สำคัญข้อเสนอแนะให้รัฐบาลทบทวนนโยบายประชานิยมให้รัดกุมมากขึ้นนั้น นับวันยิ่งสะท้อนดังขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ว่ารัฐบาลรับฟังและทบทวน หรือเลือกที่จะเดินหน้านโยบายต่อไปเพียงเพื่อหวังรักษาฐานเสียงของตัวเองเท่านั้น

 

 

 

 

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

'บอนด์ออมทรัพย์ 6 ปี' ดบ.3.99 % รุ่นชิมลาง!ซื้อขายผ่านATM

User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 

'บอนด์ออมทรัพย์ 6 ปี' ดบ.3.99 % รุ่นชิมลาง!ซื้อขายผ่านATM4แบงก์

ต้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ กระทรวงการคลังเพิ่มทางเลือกในการออมและลงทุนให้แก่ผู้ออม ด้วยการจัดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 อายุ 6 ปี แบบไร้ใบตราสาร (Scripless) รุ่นแรกของไทยที่ออกโดยภาครัฐ กำหนดดอกเบี้ยคงที่ 3.99 % ต่อปี วงเงินที่เสนอขายทั้งหมดรวม 8 หมื่นล้านบาท  เตรียมขายให้แก่ประชาชน ตั้งแต่ 3-14 ก.ย.นี้ 

พันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกในครั้งนี้ แตกต่างจากที่ผ่านมาเพราะไม่มีตั๋วให้ผู้ซื้อถือเหมือนพันธบัตรที่เคยออกมาก่อนหน้านี้  แต่กระทรวงการคลังพัฒนาพันธบัตรออมทรัพย์ ไปสู่ระบบไร้ใบ หรือระบบ  Scripless  แต่จะถือเป็นสมุดพันธบัตรรัฐบาลแทน ถือเป็นการพัฒนาสภาพคล่องและเพิ่มความสะดวกสบายในการซื้อ – ขายตราสารของรัฐบาลเพื่อรายย่อย โดยผู้ซื้อพันธบัตรสามารถซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ และเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารที่เป็นตัวแทนจำหน่าย 4 ธนาคาร  คือ  ไทยพาณิชย์  กรุงไทย  กรุงเทพและกสิกรไทย ในลักษณะคล้ายกับการซื้อหุ้น  โดยผู้ซื้อจะถือบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้ หรือหากผู้ซื้อมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อยู่แล้ว ก็สามารถใช้สมุดบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าว เป็นบัญชีสำหรับการซื้อขายพันธบัตรออมทรัพย์ได้ด้วย
 

พันธบัตรออมทรัพย์ 8 หมื่นล้านบาทที่ออกในครั้งนี้ เจาะตรงไปที่กลุ่มเกษียณอายุ และผู้ลงทุนรายย่อยอย่างแท้จริง  เนื่องจากกำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำที่1,000 บาทต่อหน่วย และซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 2ล้านบาท   ผู้มีสิทธิ์ซื้อ มีทั้ง บุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย  สภากาชาดไทยมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ วัด สถานศึกษาของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ และนิติบุคคลอื่นที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร กำหนดช่วงเวลาจำหน่ายไว้เป็น  3 ช่วง คือ

****'วัยเกษียณ'ได้สิทธิ์จองซื้อก่อนใคร

ช่วงที่ 1 วันที่ 3-4 กันยายน 2555  ผู้มีสิทธิ์จะต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป
ช่วงที่ 2 ในวันที่ 5-7 กันยายน 2555 สำหรับผู้มีสิทธิ์ที่เป็นประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป
ช่วงที่ 3 ในวันที่ 10-14 กันยายน 2555 สำหรับผู้มีสิทธิ์ที่เป็นประชาชนทั่วไป รวมถึง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

 

เมื่อพิจารณาความคุ้มค่าของผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ อายุ 6 ปี ซึ่งจ่ายอัตราดอกเบี้ย 3.99 % ต่อปี   "จักรกฤษฎิ์ พาราพันธกุล"ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)  ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยที่ 3.99%   (หลังจากหักภาษีแล้วอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอยู่ที่ประมาณ 3.40%) เป็นอัตราที่เหมาะสม และจูงใจสำหรับนักลงทุน เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้อยู่ในช่วงขาลง    ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรออมทรัพย์อายุใกล้เคียงกัน อยู่ในอัตรา 3.75% และ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ก็อยู่ในอัตรา 3.2-3.3%  และช่องทางดังกล่าวยังถือเป็นโปรดักส์ใหม่สำหรับการลงทุน

"ถ้าเทียบอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรออมทรัพย์ 3.99% สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลแน่  และอัตราดอกเบี้ยที่พันธบัตรออมทรัพย์ ระยะ 6 ปี ที่ประมาณเกือบ 4% ก็ถือว่าสูงมากแล้ว"ผอ.สบน.กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผอ.สบน.ยอมรับว่า ผลตอบแทนจากพันธบัตรออมทรัพย์ อาจไม่สามารถนำไปแข่งการจ่ายผลตอบแทนกับแคมเปญเงินฝากของสถาบันการเงินได้ แต่จุดขายของพันธบัตรออมทรัพย์ คือ ไม่มีความเสี่ยง เพราะเป็นออกโดยรัฐบาล ส่วนในระยะต่อไปกระทรวงการคลังจะมีการออกพันธบัตรในลักษณะดังกล่าวออกมาอีกหรือไม่ ต้องรอดูผลตอบรับจากในครั้งนี้ก่อน
 

 

(ทั้งนี้  หากเทียบแคมเปญเงินฝากที่หักภาษีจากดอกเบี้ยแล้ว  อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.40%  เช่น แคมเปญเงินฝากระยะ 1 ปี หรือ 2 ปี แต่ขณะนี้วงเงินฝากเริ่มต้นส่วนใหญ่อยู่ที่ 1 หมื่น หรือ 5 หมื่นบาท ขณะที่พันธบัตรออมทรัพย์ 6 ปี วงเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 1,000 บาทต่อหน่วย 

ขณะที่ เมื่อเทียบพันธบัตรรัฐบาลเพื่อรายย่อยพิเศษ ที่ออกเมื่อปี 2554  วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท อายุ 3 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ต่อปี)

 

 

 

 

 

 

 

 

****พันธบัตรอายุ 6 ปี ดอกเบี้ยหลังหักภาษีอยู่ที่ 3.4% แต่ปลอดภัยสูง

ผบ.สบน.คาดว่า  การออกพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี  โดยส่วนหนึ่งพันธบัตรดังกล่าวจะรองรับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี วงเงิน 206,000 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดในวันที่ 3 กันยายน 2555 ซึ่งกลุ่มนี้จะมองหาช่องทางลงทุนต่อ

ส่วนที่เปิดให้สิทธิ์ผู้สูงอายุจองซื้อก่อนในวันที่ 3-4 กันยายนนี้  ก็เพราะต้องการกระตุ้นให้กลุ่มดังกล่าวมีการออมมากขึ้น

 

สำหรับผู้สนใจที่จะลงทุนซื้อพันธบัตรครั้ง ผู้ซื้อจะต้องลงทะเบียนไว้ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. ถึงวันสิ้นสุดการจำหน่าย โดยซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ และเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารตัวแทนจำหน่าย 4 แห่ง และสามารถขายออกได้หลังถือครองแล้ว 6 เดือน ขณะที่การซื้อขายผ่านเคาน์เตอร์และเอทีเอ็มของทั้ง 4ธนาคาร ถือว่าสะดวก เพราะ 4 ธนาคารมีเคานต์เตอร์รวมกัน 4,000 แห่ง ( ธ. ไทยพาณิชย์ 1,100 แห่ง,ธ. กรุงไทย 1,050แห่ง,ธ. กรุงเทพ 1,000 แห่ง และ กสิกรไทย 850 แห่ง) และตู้เอทีเอ็มรวม 31,600 ตู้  (ธ.ไทยพาณิชย์ 8,600 ตู้, ธ.กรุงไทย8,500 ตู้  ธ. กรุงเทพ    7,500 ตู้ และ ธ.กสิกรไทย   7,000ตู้ )  โดยผู้ที่ต้องการซื้อพันธบัตรสามารถสั่งทำรายการซื้อขายผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคารพาณิชย์ได้

 

'จักรกฤษฎิ์'ยอมรับว่า ด้วยอายุของพันธบัตรที่ต้องถือว่า 6 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 3.99% หลังหักภาษีแล้วดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 3.4% นั้น ถือว่าเป็นระดับของอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังถือเป็นช่องทางการลงทุนใหม่ที่มีความปลอดภัยสูง

'เวทย์ นุชเจริญ' รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย  กล่าวว่า การออกจำหน่ายพันธบัตรในครั้งนี้ ใช้ระบบ Scripless หรือระบบไร้ใบ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและความสะดวกสบายในการซื้อ-ขายตราสารของรัฐบาลเพื่อรายย่อย โดยผู้ซื้อจะได้รับสมุดพันธบัตรรัฐบาล ที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับพันธบัตร เพื่อเป็นหลักฐานแทนใบพันธบัตร ช่วยลดความเสี่ยงและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพันธบัตรสูญหายชำรุด ถูกทำลาย หรือถูกปลอมแปลง ซึ่งเมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอนจะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นผ่านบัญชีเงินฝากของผู้ลงทุนที่ได้เปิดไว้กับธนาคารตัวแทนจำหน่าย โดยไม่ต้องเดินทางไปไถ่ถอนพันธบัตร
 

****เพิ่มสภาพคล่องพันธบัตรขายได้ก่อนครบกำหนดอายุ

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนและผู้ออมสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธบัตรออมทรัพย์ในตลาดรองได้อย่างสะดวก เนื่องจากมีการจดทะเบียนพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นนี้ในตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange: BEX) ภายใต้กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ออมสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธบัตรออมทรัพย์ในตลาดรอง โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ที่พร้อมให้บริการซื้อขายและชำระราคาผ่านระบบงานของตลาดหลักทรัพย์

"จรัมพร โชติกเสถียร "กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า  BEX มีความพร้อมในการเป็นตลาดรองสำหรับการซื้อขายพันธบัตรและตราสารหนี้ทุกประเภท ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรฐานสากล ทำให้การซื้อขายเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใสและเป็นธรรมโดยผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทั้ง 38 บริษัท ซึ่งการนำพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง เข้าจดทะเบียนใน BEX จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้พันธบัตรดังกล่าว เป็นการเพิ่มโอกาสการลงทุนให้ผู้ออมสามารถซื้อพันธบัตรหลังจากปิดการจำหน่ายไปแล้ว และขายพันธบัตรได้ก่อนครบกำหนดอายุ

 

'บดินทร์ อูนากูล' รองผู้จัดการ สายงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บริการนี้ช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนการดำเนินงานด้านการจัดการข้อมูลและเอกสารแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมจากการลดใช้กระดาษเป็นจำนวนมาก ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบริการรับฝากพันธบัตรออมทรัพย์ฯ แบบ Scripless นี้ จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการและสานโอกาสการลงทุนแก่ผู้ลงทุน และผู้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี


พันธบัตรออมทรัพย์ แบบไร้ใบตราสาร (Scripless) รุ่นแรกของไทยที่ออกโดยภาครัฐ  วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท รุ่นชิมลางความต้องกาตลาดและการตอบรับจากประชาชน  หากผลตอบรับดี  กระทรวงการคลังเตรียมแผนตามมาอีก  โดยหวังว่าจะเป็นโปรดักส์ใหม่ในการลงทุนสำหรับผู้ออมที่ไม่อยากเสี่ยง 

กระทรวงการคลัง , ธนาคารแห่งประเทศไทย , บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ,ธ.ไทยพาณิชย์, ธ.กรุงเทพ , ธ.กรุงไทย และ ธ.กสิกรไทย ลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ กระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 เพื่อจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ฯ  วงเงินรวม 80,000 ล้านบาท อายุ 6 ปี ในรูปแบบ Scripless รุ่นแรกของประเทศไทยที่ออกโดยภาครัฐบาล ระหว่างวันที่ 3 – 14 กันยายน นี้

 

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

ฝากแบงก์ไหน!ให้ดอกเบี้ยสูงสุด เปิดดูที่นี่ !!!!

User Rating: / 68
แย่ดีที่สุด 

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ต้นปี 2555 สถาบันการเงินนำเสนอแคมเปญเงินฝากอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของสินเชื่อ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่กำลังฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหลังผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

ฟังผู้ค้าทองมองแนวโน้ม1เดือนข้างหน้า สั่ง'ถอย'หรือ'ลุย'

User Rating: / 40
แย่ดีที่สุด 

 

สถานการณ์ราคาทองคำ 6 เดือนแรกของปี 2555  แม้จะเล่นงานนักลงทุนทองหลายคนเจ็บเนื้อเจ็บตัว แต่นักลงทุนที่จับจังหวะถูก  เก็บกำไรเข้ากระเป๋าไปแล้วเรียบร้อย แม้ผลตอบแทนไม่หวือหวาเหมือนที่ผ่านมา ประกอบกับความผันผวนขึ้นลงของราคาทอง ซึ่งครึ่งแรกปีนี้ ค่อนไปในทิศทางขาลงมากกว่าขาขึ้น

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

แบงก์เขย่า !!แคมเปญเงินฝาก...ทั้งประจำ-ออมทรัพย์จัดเต็ม'ดอกเบี้ย'ประชัน

User Rating: / 8
แย่ดีที่สุด 

เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยตัวเลขยอดรวมเงินรับฝากของระบบธนาคารพาณิชย์  ณ เดือนเมษายน 2555 มียอดเงินฝากรวม 7,977,052 ล้านบาท แยกได้เป็นเงินฝากจ่ายคืนเมื่อทวงถาม 446,674 ล้านบาท ออมทรัพย์ 3,944,375ล้านบาท และเงินฝากประจำ 3,586,004 ล้านบาท

****รอบ 1 ปี วงเงินฝากประจำทั้งระบบโต 12.60% -ออมทรัพย์โต 11.30%

เมื่อเทียบยอดเงินฝากดังกล่าวกับเดือนเมษายน 2554 ซึ่งยอดรวมเงินฝากอยู่ที่ 7,133,823 ล้านบาท แยกเป็นจ่ายคืนเมื่อทวงถาม 405,161 ล้านบาท ออมทรัพย์ 3,543,826 ล้านบาท และงินฝากประจำ 3,184,836 ล้านบาท  พบว่า ช่วง 1 ปีที่ผ่านมายอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 11.82%  โดยยอดเงินฝากในบัญชีจ่ายคืนเมื่อทวงถาม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 10.25%  ยอดเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น 11.30% และยอดเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำ เพิ่มขึ้น 12.60%

แนวโน้มอัตราการเพิ่มขึ้นของภาพรวมเงินฝากในระบบธนาคาร โดยเฉพาะยอดเงินฝากประจำ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ออมยังมั่นใจในความปลอดภัยในการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ ถึงแม้ว่า พ.ร.บ.การคุ้มครองเงินฝาก กำหนดให้คุ้มครองผู้ฝากเงิน แต่ละรายในแต่ละสถาบันการเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทก็ตาม

****เหตุที่แบงก์ต้องเร่งระดมเงินฝากรองรับครึ่งปีหลัง

ขณะที่แนวโน้มครึ่งหลังของปีนี้  มี 3-4 เหตุผล ที่ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องลงมาแข่งขันกันระดมเงินฝากมากขึ้น เนื่องจาก 1. เตรียมวงเงินไว้รองรับการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ช่วง 4-5 เดือนแรกของปี 2555 ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 .ผลกระทบจากวิกฤติยุโรป อาจมีผลให้ผู้ประกอบการที่เคยกู้เงินจากต่างประเทศหันมาหาเงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศแทน 3.  ขยายฐานลูกค้าเงินฝากของแต่ละธนาคารทั้งออมทรัพย์ และฝากประจำ  และ 4. ผลจากพ.ร.บ.การคุ้มครองเงินฝาก แม้ว่าล่าสุด 'กิตติรัตน์ ณ ระนอง'รองนายกฯและรมว.คลังจะสั่งให้ขยายระยะเวลาคุ้มครองเงินฝากที่ 50 ล้านบาท ออกไปไม่มีกำหนดก็ตาม  จากเดิมที่การคุ้มครองเงินฝากจะลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 1 ล้านบาท ในวันที่ 11 สิงหาคม 2555 นี้

ในมุมของผู้ฝากเองถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการออมและลงทุน แม้ล่าสุดผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อ 13 มิ.ย. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.00% ต่อปี และกูรูหลายคนฟันธงตรงกันว่าดอกเบี้ยนโยบายจะยืนที่ระดับ 3.00% ไปจนถึงสิ้นปี 2555 นี้ แต่สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เรียกได้ว่า แบงก์พาณิชย์จัดเต็ม ใช้กลยุทธ์ 'ดอกเบี้ย'ประชันกัน ตรงๆ  รวมไปถึงกลยุทธ์ให้ลูกค้าเลือกระยะเวลาการฝากได้เอง
 

ธนาคาร เงินฝาก เงื่อนไข ดอกเบี้ย
กรุงเทพ ฝากประจำ 11 เดือน ดอกเบี้ย 3%ต่อปี  เปิดบัญชีขัั้นต่ำ 200,000บาท รับฝาก 12 มิ.ย. -12 ก.ค. 2555  ดอกเบี้ยหลังหักภาษีเหลือ 2.55% หรือ ฝากจนครบกำหนดรับดอกเบี้ย 4,675บาท
  ฝากประจำพิเศษ 4 เดือน ดอกเบี้ย2.625%ต่อปี  เปิดบัญชีขั้นต่ำ 200,000บาท รับฝากจนถึง 25มิ.ย. 2555   หักภาษีแล้วรับอัตราดอกเบี้ยที่ 2.23 % หรือฝากขั้นต่ำที่ 2 แสนบาท ครบกำหนดฝากรับดอกเบี้ยหลังหักภาษีที่1 ,480 บาท
กรุงไทย ฝากประจำ'ใจถึง' 22 เดือน ดอกเบี้ย 4% ต่อปี  เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000บาท รับฝาก7มิย.-31 ก.ค. 2555  หลังหักภาษีแล้วอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.4%ฝากจนครบกำหนดได้รับดอกเบี้ย 594บาท
  ฝากประจำ'ตามใจ' ดอกเบี้ยขั้นบันไดสูงสุด 3.35%  เปิดบัญชีขั้นต่ำ 50,000 บาท รับฝากจนถึง 31 ก.ค. 2555

 -ระยะฝาก7-30 วัน รับดอกเบี้ยในอัตรา 0.80% ต่อปี

-ฝาก 31-60 วัน รับ 1.25% ต่อปี

-ฝาก 61-90 วัน รับ 1.7% ต่อปี

-ฝาก 91-120 วัน รับ 2% ต่อปี

-ฝาก 121-180 วัน รับ 2.3% ต่อปี -ฝาก 181-270 วัน รับ 2.6% ต่อปี -ฝาก 271-300 วัน รับ 3.25% ต่อปี แ

-ฝาก 301-365 วัน รับดอกเบี้ยในอัตรา 3.35% ต่อปี  

ธนชาต  ฝากประจำพิเศษแบบขั้นบันได 'SUPER GROW UP 15 เดือน' ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.70%ต่อปี  เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000บาท  อัตราดอกเบี้ยหลังหักภาษี 3.15% ฝากครบกำหนดรับดอกเบี้ย 388บาท
 ซีไอเอ็มบีไทย  CIMB Preferred Welcome Campaign

ฝากประจำ 3 เดือน 4 เดือน 5 เดือนหรือ 6 เดือน จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มอีก 1% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ

 รับฝากตั้งแต่ 3 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท
 เกียรตินาคิน ฝากประจำ 15 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.80%  เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1แสนบาท  
       
       
 บัญชีเงินฝากออมทรัพย์      
 ทหารไทย  ทีเอ็มบี โอนเพื่อออม

ดอกเบี้ยพิเศษ 3% สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่ ที่มียอดเงินต่ำกว่า 10 ล้านบาท
   

-สำหรับลูกค้าที่มีบัญชีแล้ว เมื่อฝากเงินเพิ่มก็จะได้รับดอกเบี้ยพิเศษ 3%

 
 กรุงศรีอยุธยา  ออมทรัพย์พิเศษ "กรุงศรีออมทรัพย์มีแต่ได้"  ฝากตั้งแต่ 100,000-1 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ย 2.9% ต่อปี  ไม่กำหนดยอดเงินคงเหลือขั้นต่ำในบัญชี ถอนได้ 2 ครั้งต่อเดือน และไม่คิดค่าธรรมเนียม
 เกียรตินาคิน  เงินฝากออมทรัพย์ KK Smart Saving  เปิดบัญชีขั้นต่ำ 50,000 บาท รับดอกเบี้ยสูงถึง 3.00%ต่อปี ถอนได้ฟรีสูงสุด 4 ครั้งต่อ  

 


****'ชูกลยุทธ์'ดอกเบี้ย'-เพิ่มความสะดวกเลือกระยะฝากได้

ในกลุ่มของแคมเปญที่เน้นระดมเงินฝากระยะกลางถึงระยะยาว  ข้อดี คือ อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากระยะสั้น และถือเป็นการล็อกอัตราดอกเบี้ย หากผู้ฝากกังวลต่อสถานการณ์ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย

แคมเปญฝากยาวที่จ่ายดอกเบี้ยสูงสุด ขณะนี้ 'แบงก์กรุงไทย'จ่ายดอกเบี้ย 4.00% แต่ขณะเดียวกันก็ต้องฝากยาวถึง  22 เดือน ภายใต้แคมเปญ 'เงินฝากประจำใจถึง' รับฝากขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน เปิดรับฝาก ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน - 31 กรกฎาคม 2555  ซึ่ง 'ชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย' ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศว่า  อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอาจเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงที่สุดในปีนี้ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการได้รับผลตอบแทนสูง สำหรับเงินฝากระยะยาว   อย่างไรก็ตาม แคมเปญดังกล่าว เมื่อหักภาษีแล้วจะเหลือดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 3.40%    

แคมเปญธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวบัญชีเงินฝาก ระยะเวลา 11 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี กำหนดเปิดบัญชีด้วยจำนวนเงินขั้นต่ำ 200,000 บาท  และนำฝากแต่ละยอดเงินฝากไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2555 

ก่อนหน้านั้น เมื่อประมาณกลางเดือน พ.ค. แบงก์เกียรตินาคิน ออกเงินฝากประจำ 15 เดือน วงเงินรับฝากขั้นต่ำ 1 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 3.80% โดยผู้ฝากสามารถเลือกรับดอกเบี้ยเป็นรายเดือนสำหรับยอดเงินฝากตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป


***กลุ่มแคมเปญเลือกระยะเวลาเงินฝากเอง

ขณะเดียวกัน แบงก์กรุงไทย เปิดทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการฝากสั้น และฝากยาว ด้วยการขยายระยะเวลารับฝากแคมเปญ  'เงินฝากประจำตามใจ 'เน้นความคล่องตัวในการบริหาร  ซึ่งผู้ฝากสามารถเลือกฝากและรับอัตราดอกเบี้ยตามระยะเวลาฝาก ตั้งแต่ 7-365 วัน โดยฝาก 7-30 วัน รับดอกเบี้ยในอัตรา 0.80% ต่อปี ฝาก 31-60 วัน รับ 1.25% ต่อปี ฝาก 61-90 วัน รับ 1.7% ต่อปี ฝาก 91-120 วัน รับ 2% ต่อปี ฝาก 121-180 วัน รับ 2.3% ต่อปี ฝาก 181-270 วัน รับ 2.6% ต่อปี ฝาก 271-300 วัน รับ 3.25% ต่อปี และฝาก 301-365 วัน รับดอกเบี้ยในอัตรา 3.35% ต่อปี    ซึ่งแคมเปญนี้กำหนดวงเงินรับฝากขั้นต่ำครั้งละ 50,000 บาท  

เช่นเดียวกับ  ยูโอบี ออกแคมเปญเงินฝากประจำ 8 เดือนมาก่อนหน้านี้ กำหนด อัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับลูกค้าประเภทบุคคลธรรมดา ที่มียอดเงินฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย  3.30%  อย่างไรก็ตาม ลูกค้าสามารถเลือกระยะเวลา ในการฝาก 9, 10, 11 หรือ 12 เดือน โดยได้รับอัตราดอกเบี้ย 3.30% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน  แคมเปญนี้รับฝากถึง 2 ก.ค. นี้

ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ส่ง โปรโมชั่นเงินฝากพิเศษ  CIMB Preferred Welcome Campaign เจาะลูกค้ากระเป๋าหนัก ขยายฐานสมาชิกลูกค้าบุคคลธนกิจ ที่นำเงินมาฝากตั้งแต่3 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยหากเลือกเปิดบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน 4 เดือน 5 เดือนหรือ 6 เดือน จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มอีก 1% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ
         
ปัจจุบันบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน ฝากประจำ 4 เดือน และฝากประจำ 5 เดือน อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่2.25% ดังนั้นลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเพิ่มเป็น 3.25%เงินฝากประจำ 6 เดือน ปัจจุบันดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.6% ลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับเพิ่มเป็น 3.6%  ซึ่งแคมเปญดังกล่าว 'น.ส.ดุษณี เกลียวปฏินนท์' ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อรายย่อยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า      ธนาคารคาดว่าจะมีฐานลูกค้าบุคคลธนกิจเพิ่มอีก 1,000 รายจากที่มีอยู่ 1 หมื่นราย


แบงก์ธนชาต ลงชิงตลาดลูกค้าเงินฝากรายย่อย ด้วยการส่งแคมเปญ "SUPER GROW UP" ฝากประจำแบบขั้นบันได 15 เดือน รับดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.50% ต่อปี ทุก 5 เดือน  ตามระยะเวลาการฝาก คือ  เดือนที่ 1-5 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ  3.20 ต่อปี เดือนที่6-10 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.70 ต่อปี และเดือนที่ 11-15 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4.20 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 3.70  ต่อปี รับดอกเบี้ยงวดแรกเมื่อฝากครบ5 เดือน และงวดต่อไปรับดอกเบี้ยรายเดือนซึ่งจะทำให้ผู้ฝากได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ รับฝากขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 10,000 บาท
        
'ประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ' ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)(TBANK)ชี้จุดเด่นของแคมเปญ  ยิ่งฝากยาว ดอกเบี้ยก็ยิ่งสูง มีความคล่องตัวสูง ถอนก่อนก็ยังได้รับดอกเบี้ยสูงตามระยะเวลาที่ฝากจริง ทำให้ลูกค้าผู้ฝากเงินไม่พลาดโอกาสในการที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าไม่ว่าจะฝากจนครบกำหนด หรือถอน ก่อนครบกำหนด

เช่นเดียวกับแบงก์กรุงเทพ หลังจากได้รับการตอบรับจากลูกค้า  ได้ขยายเวลารับฝากสำหรับ ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำพิเศษระยะเวลา 4 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.625% ต่อปี  โดยจะรับฝากไปจนถึง 25 มิถุนายน 2555 นี้ แต่ยังคงเงื่อนไขเดิมด้วยยอดเงินเปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 200,000 บาท


****แบงก์จัดเต็ม 'ดอกเบี้ยฝาก'หวังขยายฐานบัญชีเงินฝากออมทรัพย์

จากตัวเลขอัตราการเติบโตของยอดเงินฝากข้างต้นในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนการเพิ่มขึ้นทั้งบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ และ เงินฝากประจำ สะท้อนว่าธนาคารพาณิชย์ต่างแข่งชันชิงฐานเงินฝากทั้ง 2 ประเภท โดยเฉพาะการเพิ่มสีสันด้านเงื่อนไขความคล่องตัวและความน่าสนใจของอัตราดอกเบี้ยให้กับบัญชีประเภทออมทรัพย์

ล่าสุด ค่าย ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดตัว บัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทีเอ็มบี ดอกเบี้ยสูง รมอบดอกเบี้ยพิเศษ 3% สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่ ที่มียอดเงินต่ำกว่า 10 ล้านบาท และสำหรับลูกค้าที่มีบัญชีแล้ว เมื่อฝากเงินเพิ่มก็จะได้รับดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อยอดเงินฝากเพิ่มเช่นเดียวกัน โดยคิดจากยอดเงินคงเหลือในบัญชี ณ สิ้นวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าสามารถเปิดบัญชีใหม่และฝากเงินเพิ่มเพื่อรับดอกเบี้ยพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 กรกฏาคม 2555 นี้เท่านั้น

ข้อมูลเป็นทางการ ไตรมาสแรกของปี 2555 ธนาคารทหารไทย  มีสัดส่วนเงินฝากประเภทกระแสรายวันและออมทรัพย์(CASA) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 62.4 เมื่อเทียบกับร้อยละ 60.2 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554เนื่องมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์เงินฝาก “บัญชีเงินฝากไม่ประจา”(TMB No Fixed Account) ซึ่งเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2554 และ “ME by TMB”เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2554


ด้านแบงก์กรุงศรีอยุธยา ส่งผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ "กรุงศรีออมทรัพย์มีแต่ได้" ซึ่งลูกค้าฝากตั้งแต่ 100,000-10ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ย 2.9% ต่อปี  โดยไม่กำหนดยอดเงินคงเหลือขั้นต่ำในบัญชี ถอนได้ 2 ครั้งต่อเดือน และไม่คิดค่าธรรมเนียม แต่หากผู้ฝากต่ำกว่า 1แสนบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ต่อปี  ข้อควรระวังสำหรับแคมเปญนี้ คือ หากมีการถอนหรือโอนเงินจากบัญชีครั้งที่ 3 เป็นต้นไป จะถูกคิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 50 บาท   'กฤษณ์ จันทโนทก 'ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเงินฝากและการลงทุน และประกันภัยธนพัทธ์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตั้งเป้าดึงเงินฝากแคมเปญนี้  50,000 ล้านบาท เจาะลูกค้าเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ ลูกค้าเงินฝากประจำ ลูกค้าออมทรัพย์ของธนาคารอื่น และลูกค้าที่รอการพักเงินหรือโอนเงินในการทำธุรกรรม

ก่อนหน้านั้น แบงเกียรตินาคิน ออกแคมเปญ บัญชีเงินฝาก KK Smart Saving เปิดบัญชีขั้นต่ำ 50,000 บาท รับดอกเบี้ยสูงถึง 3.00%ต่อปี ถอนได้ฟรีสูงสุด 4 ครั้งต่อเดือน

จากข้อมูลอัตราการเติบโตของเงินฝากข้างต้น ทั้งเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ ประกอบกับความต้องการระดมเงินฝากของแบงก์พาณิชย์เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อในครึ่งหลังของปีนี้ รวมทั้งหากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไม่มีปัจจัยพลิกผันที่กระทบภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญแล้ว   ครึ่งหลังของปีนี้ ได้เห็นแบงก์สาดแคมเปญระดมเงินฝากใส่กันแบบไม่ยั้ง !!!!

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

'ออมสิน'ไม่ปรองดอง ต้นตอจากสินเชื่อสุ่มเสี่ยง33ราย

User Rating: / 6
แย่ดีที่สุด 

ยิ่งใกล้สรรหาผู้อำนวยการแบงก์ออมสินคนใหม่ บรรยากาศภายในแบงก์ออมสินขณะนี้ ยิ่งเห็นภาพ 'ไม่ปรองดอง'ชัดขึ้น 

 

 ไม่เพียงก่อนหน้านี้ จะเห็นปัญหาระหว่างประธานกรรมการแบงก์  ' พรรณี สถาวโรดม' และ'เลอศักดิ์ จุลเทศ' ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ที่กำลังจะหมดวาระ 13 กรกฎาคม 2555 นี้เท่านั้น ยังเริ่มเห็นความขัดแย้งและปัญหาภายในที่ค่อยๆเปิดออกมาทีละฉาก ...ทีละฉาก

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

เรื่องร้อนใน'ออมสิน' กับสรรหาผอ.คนใหม่

User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 

13 กรกฎาคม 2555 นี้  ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนปัจจุบัน 'เลอศักดิ์ จุลเทศ' จะครบวาระ หลังจากที่'เขา'เข้ารับตำแหน่ง เมื่อ 14 กรกฎาคม 2551

ฐ.Blogger - ณัฐญา เนตรหิน

คนไทยให้เวลานายกฯ'ยิ่งลักษณ์'พิสูจน์แล้ว

User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 

"ขอโอกาสประชาชนให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์  การทำงานก็เปรียบเหมือนการทำข้อสอบ  คงไม่มีใครบอกว่า จะทำข้อสอบถูก 100% ทุกวิชา แต่ดิฉันก็เชื่อมั่นว่าจะสอบผ่านทุกวิชา”

 

คำกล่าวปิดท้าย!!!!ของ 'น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' นายกรัฐมนตรี ในวันปิดอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อสิงหาคม 2554

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย และนายกฯหญิงคนแรกของไทย ทิ้งท้ายไว้อย่างสวยงามว่า

 "จะไม่ทำงานเพื่อบริหารการเมืองแต่จะขอทำงานมุ่งมั่นเพื่อนำความสุขของพี่น้องคนไทยและประเทศชาติกลับคืนมา"


 ****โพลล์ประสานเสียงรัฐบาล'ยิ่งลักษณ์'สอบตกแก้ศก.

ผ่าน 9 เดือนแรกในรัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์'  ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ไปแล้ว 2 ครั้ง และกำลังจะปรับอีกครั้งในเร็วๆนี้ หลังสมาชิกบ้านเลขที่ 111พ้นจากถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี วันที่ 30 พ.ค.นี้

ในจังหวะเดียวกับที่ นายกฯ'ยิ่งลักษณ์'  สั่งเตรียมพร้อมแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปี ซึ่งจะครบเดือนสิงหาคม 2555  โดยเพิ่งลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินงานของครม.มีนาย'นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล '

รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการในการเตรียมการ 

 

ไม่ทัน! จะได้แถลงผลงานรอบ 1 ปี  กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าขึ้นมาซะก่อน เมื่อผลสำรวจ 'กรุงเทพโพลล์' ของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำเอารัฐบาลนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในรอบ 9 เดือน รัฐบาล'ยิ่งลักษณ์'ทำได้แค่ 3.83 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 

 

ผลสำรวจ 'กรุงเทพโพลล์' ประเมินผลงาน 9 เดือนรัฐบาล'ยิ่งลักษณ์'

จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน  
-ด้านการเติบโตของ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ5.00 คะแนน
-ด้านการนำพาเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ 4.53 คะแนน ,
-ด้านการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ 3.75 คะแนน
-ด้านการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ 3.47 คะแนน
-ด้านการแก้ปัญหา/ดูแลเสถียรภาพของราคาสินค้า 3.17 คะแนน
-ด้านการบริหารจัดการราคาพลังงาน 3.03 คะแนน

 

ผลงานยอดเยี่ยมของรัฐบาล'ยิ่งลักษณ์'
อันดับ 1 โครงการขจัดยาเสพติดใน 12 เดือน
อันดับ 2 โครงการคืนภาษีให้ผู้ซื้อรถคันแรก
อันดับ 3 โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคได้จริง
   
   

 

โครงการยอดแย่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
 
อันดับ 1 โครงการยกเลิกกองทุนน้ำมัน (การลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล)  
อันดับ 2 โครงการจำนำข้าวเปลือกเจ้าเกวียนละ 15,000 บาท และข้าวหอมมะลิเกวียนละ 20,000 บาท
อันดับ 3 โครงการแจกแท็บเล็ต พีซี ให้เด็กนักเรียน
อันดับ 4 โครงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ภายใน 90 วัน
   

คนในรัฐบาลถึงขั้นออกอาการ 'ฟาดงวงฟาดงา' กับคะแนนที่ออกมาต่ำเกินไป บริพาสผลโพลล์ มาจากนักเศรษฐศาสตร์แค่ 63 คน จะมาตัดสินแทนคนไทยทั้ง 64 ล้านคนได้อย่างไร

ขณะที่เบื้องหลังการสำรวจนักเศรษศาสตร์ 63 คน จาก 26 องค์กรดังกล่าว   หน่วยงานเจ้าของโพลล์ ระบุว่านักเศรษฐศาสตร์ที่ตอบโพลล์ มาจากฐานข้อมูลนักเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่ประมาณกว่า 100 คน เลือกมาองค์กรละไม่เกิน 5 คน มีทั้งระดับปริญญาโทประมาณ 40 กว่าคน ปริญญาเอก 20 คน และปริญญาตรี  

หลายคนจึงตั้งคำถามกับท่าทีรัฐบาลครั้งนี้  เหตุใดไม่มองว่า นี่ !!! คือ กระจกสะท้อน สิ่งที่รัฐบาลต้องรับฟัง และกลับไปทบทวนต้นตอปัญหา ข้อเท็จจริง ดีกว่าหลับหูหลับตาออกปกป้องกันเอง  

และโดยข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ใช่เพียง 'กรุงเทพโพลล์'เท่านั้นที่สะท้อนว่ารัฐบาลสอบตกแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  เพราะเก็บข้อมูลจากผลสำรวจ 'สวนดุสิตโพล' มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่เปิดเผย ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ดัชนีการเมืองไทย เท่าที่เก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ก.พ.-เม.ย. ดัชนีเดือนกุมภาพันธ์ 55 หลังน้ำท่วม  ผลงานการแก้ปัญหาราคาสินค้าของรัฐบาลได้4.78 คะแนน เดือนมี.ค. 55 ได้คะแนน 3.56 คะแนน และ เดือนเม.ย. 55 เรื่องราคาสินค้าได้ 4.46 คะแนน
 

ประกอบกับ ไม่กี่วันมานี้  สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลวิจัยอีกชิ้น  ชี้ว่ารายจ่ายของประชาชน"ด้านอาหารการกิน"เพิ่มชัดสุด อ้างการสำรวจเมื่อ 1-3พฤษภาคม 2555 สำรวจจากครอบครัวที่พักอาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล  จำนวน 1,356 คน   พบค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 2-3 เดือนนี้  อันดับ 1 อาหารการกิน /ข้าวราดแกง  32.37%  อันดับ 2 สินค้าอุปโภค บริโภค /ของใช้ส่วนตัว ของใช้ในบ้าน 25.09%อันดับ 3 ค่าเดินทาง ยานพาหนะ ค่าน้ำมัน 21.48% อันดับ 4 ค่าน้ำ ค่าไฟ 18.36% และอันดับ 5 ค่าเทอม ค่าเล่าเรียน ชุดนักเรียนในช่วงเปิดเทอม   2.70%

หากข้อมูลเหล่านี้ ไม่เพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลนำกลับมาเป็นกระจกสะท้อนผลงานตัวเอง เห็นทีต้องทำประชาพิจารณ์กันทั้งประเทศ !!

นอกจากนี้ เมื่อเทียบ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะดีกว่าหรือแย่กว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์" พบว่าผลงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ดีกว่าผลงานรัฐบาลอภิสิทธิ์ อันดับหนึ่ง คือการขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท และขึ้นค่าแรง 300 บาท อันดับสอง การปราบปรามยาเสพติด และอันดับสาม การค้า การลงทุนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนผลงานรัฐบาล'ยิ่งลักษณ์' ที่แย่กว่าผลงานรัฐบาลอภิสิทธิ์ อันดับหนึ่ง คือ การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี อันดับสอง น้ำมันแพง อันดับสาม การประกันราคาข้าว

 

ก่อนถึงเวลาแถลงผลงาน 1 ปี เหลือเวลาอีกเพียง 3-4 เดือน ที่รัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์' ต้องรีบ 'สอบซ่อม' แก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ประเด็นใหญ่ที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด และต้องยอมรับว่าเป็นประเด็นที่สุ่มเสี่ยงสั่นคลอนความนิยมในตัวของรัฐบาลมากที่สุดด้วยเช่นกัน


แต่! ความน่าห่วงอยู่ตรงที่ จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่ยอมรับความจริง เรื่อง ของแพง แม้แต่ตัว นายกฯยิ่งลักษณ์ ยังลุกขึ้นมาบอกเสียเองว่าราคาสินค้าแพง เพราะประชาชนคิดไปเอง !!!!! สิ่งที่นายกฯทำได้ตอนนี้ ก็คือ กำชับกระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาสินค้า พร้อมกับบอกกับประชาชนว่าจะหามาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ซึ่งยังไม่รู้ว่ามาตรการเหล่านี้คืออะไร และประชาชนต้องรออีกนานแค่ไหน 

ที่สำคัญหากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ในอนาคตรัฐบาลอาจต้องรับแรงกดดันหลายด้านจากความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า ทั้งผลจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท แนวโน้มราคาน้ำมัน ที่ต่างเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ และในที่สุดอาจกระทบเชื่อมโยงไปถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งรัฐบาลอาจไม่ได้เห็นนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นได้
 

 ****สอบซ่อมวิชาแก้ปัญหาศก.ต้องฟัง'ติวเตอร์'

กูรูด้านเศรษฐกิจ ให้ความเห็นถึงมาตรการเร่งด่วนและมาตรการที่รัฐบาลต้องเริ่มทำ ซึ่ง รศ.ดร.'สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์'   นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง แนวทางที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่า 1.รัฐบาลต้องดูแลราคาสินค้า โดยดูว่าจะทำอย่างไรให้ต้นทุนสินค้าลดลง เช่น การปรับประสิทธิภาพการผลิต หรือกาารนำเข้า การควบคุมการค้ากำไรเกินควรที่ต้องพิจารณาว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ 2.ในขณะที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องคู่กับการดูแลเสถียรภาพการเงินการคลัง เพราะหากรัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว อาจมีปัญหาด้านเสถียรภาพได้ในอนาคต 3. การบริหารท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้น แต่ยุโรปยังเสี่ยง ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมแผนทั้งมาตรการป้องปรามและบรรเทาผลกระทบ 4. การที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็น การขึ้นค่าแรง 300 บาท แต่ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพ การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ดี เพราะไม่มีการพัฒนาด้านประสิทธิภาพ ดังนั้นรัฐบาลต้องพัฒนาด้านประสิทธิภาพ การศึกษา การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาการด้าน R&D

อย่างไรก็ตาม 'รศ.ดร.สมชาย' ระบุว่า สิ่งที่ดีของรัฐบาลนี้ คือ พยายามทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชน ซึ่งสามารถทำได้หลายอย่าง และไม่มีปัญหาเรื่องเกาเหลา แต่สิ่งที่ไม่ดี คือ นโยบายที่ใช้เพื่อการหาเสียงและหวังผลทางการเมือง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาในระยะกลางและระยะยาว

 

ขณะที่ 'ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ' อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง 3 สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาสินค้าแพงเกินกว่าปกติ ในขณะนี้  มาจาก 3 ประการคือ 1.ต้นทุน 2.กลไกตลาดที่พิการ 3.รัฐบาลที่ไม่เอาไหน พร้อมทั้งชี้ว่าค่าจ้างไม่ใช่ต้นทุนหลัก แต่เป็นเรื่องของราคาพลังงานคือ น้ำมันที่คิดเป็นต้นทุน 2 เท่าของค่าจ้าง
 

เช่นเดียวกับอาจารย์กิตติศักดิ์    พรหมรัตน์ ผู้ประสานงานกรุงเทพโพลล์ (รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ)ระบุว่าจากที่ประเมินผลงานของรัฐบาล 9 เดือน พบว่า ด้านรัฐบาล ที่ได้คะแนนน้อยสุด คือ เรืื่องพลังงาน จึงเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขด่วน เพราะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อ รวมทั้งการปรับค่าจ้างชี้นต่ำที่จะเป็นปัจจัยดึงเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งแม้ว่าในส่วนของพลังงานนั้น จะเกี่ยวโยงกับราคาน้ำม้นในตลาดโลกที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการช่วยชะลอเงินเฟ้อได้

"ยอมรับว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกสูง แต่ถ้าบริหารจัดการดีจะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้ " 
 

อย่างไรก็ตาม ผลโพลล์ข้างต้น เห็นสัญญาณที่ดีของรัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์'  มาจาก คะแนนความความตั้งใจทำงานของ 'นายกฯปู' และของรัฐบาลที่'สอบผ่าน' มาโดยตลอด โดยเฉพาะผลงาน 'ปราบปรามยาเสพติด' คะแนนลอยลำโดดเด่น เป็นหน้าเป็นตาให้รัฐบาลชุดนี้

ยกตัวอย่าง ผลสำรวจกรุงเทพโพลล์ ชี้ผลงาน 3 เดือนแรก  จากคะแนนเต็ม 10  คะแนนการปฏิบัติหน้าที่นายกฯได้  4.98   ความขยันทุ่มเทในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศได้ 5.61   ผลงาน 6 เดือน ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจการทำงานของรัฐบาล จากเต็ม 10 คะแนน ได้ 4.94  การปฏิบัติหน้าที่นายกฯได้ 5.29  ความขยันทุ่มเททำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ   6.06 คะแนน 

'สวนดุสิตโพล' สำรวจเดือนกุมภาพันธ์ ผลงานนายกรัฐมนตรีคะแนนอยู่ที่ 5.9คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน  ผลงานรัฐบาล 5.7 คะแนน   เดือน มี.ค.54  ผลงานนายกรัฐมนตรี คะแนน 5.03 คะแนนลดลงจากก.พ.   ผลงานรัฐบาลที่ได้ 4 คะแนน  เดือนเมษายน 2555 ผลงานคะแนนนายกรัฐมนตรี 6.04 คะแนน จากเต็ม 10คะแนน  เพิ่มขึ้นจากทุกเดือนที่ผ่านมา  และคะแนนผลงานรัฐบาล 5.68คะแนน  

 

3เดือนจากนี้  โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องทำให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม คือ แก้ปัญหาราคาสินค้า  ราคาพลังงาน ไม่เช่นนั้นคะแนนความตั้งใจทำงานของนายกฯ ที่ยัง 'สอบผ่าน'   อยู่  อาจถูกฉุดให้รัฐบาลต้องมานั่ง 'สอบซ่อม' ทุกวิชา หรือท้ายที่สุด คนไทยอาจไม่ให้เวลา นายก'ยิ่งลักษณ์' พิสูจน์อีกต่อไปก็เป็นได้

หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า

jL Poll Module1

ไฟดับมืดทั้งภาคใต้ควรแก้ปัญหาอย่างไรมากที่สุด



 

Poll (2)

สภาพัฒน์ประกาศจีดีพีQ1ต่ำกว่าประมาณการมาก ท่านเชื่อถือหรือไม่
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*