Home คอลัมนิสต์ผู้ทรงคุณวุฒิ บันลือศักดิ์ ปุสสะรังสี เงินยูโรจะอยู่หรือจะไป

เงินยูโรจะอยู่หรือจะไป

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

ผู้อ่านที่ติดตามสภาวะเศรษฐกิจเป็นประจำคงจะคุ้นเคยกับเรื่องปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปที่เริ่มจากประเทศกรีซ และลุกลามไปยังไอร์แลนด์และโปรตุเกส จนในที่สุดก็แพร่กระจายไปถึงสเปนและอิตาลี ปัญหานี้ได้ขยายตัวจนเป็นวิกฤติขนาดใหญ่ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดตราสารหนี้ในยุโรปอย่างรุนแรง  และยังก่อให้เกิดปัญหาสินเชื่อตึงตัว (Credit Crunch) หรือการขาดความมั่นใจในระบบสถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อให้กันและกัน นอกจากนั้นยังส่งผลให้ประชาชนทั่วไปและตลาดการเงินขาดความเชื่อถือในสถาบันการเงินของยุโรป ซึ่งปัญหาดังกล่าวพร้อมที่จะปะทุเป็นวิกฤติการเงินที่รุนแรงได้ในเวลาอีกไม่นานนัก
 วิกฤติหนี้สาธารณะที่เริ่มจากกรีซตั้งแต่ปลายปี 2552 และได้ลุกลามไปยังไอร์แลนด์ และ
โปรตุเกส ซึ่งทำให้ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และสหภาพยุโรป (EU) ต้องร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะกรีซที่ต้องเข้าช่วยเหลือถึง 3 ครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และปัญหาได้ลุกลามไปยังประเทศขนาดใหญ่ 2 ประเทศ คือสเปนและอิตาลี จนทำให้รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องลาออก ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดส่งผลในประชาคมการเงินและประชาชนทั่วไปไม่มั่นใจว่ารัฐบาลของทั้ง 5 ประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาจะสามารถชำระหนี้คืนได้ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเหล่านี้จึงพุ่งขึ้นเและ ECB ต้องเข้าแทรกแซงโดยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของอิตาลีและสเปนเพื่อให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรดังกล่าวไม่สูงเกินไปนัก (ส่วนอีก 3 ประเทศที่เหลือมีปัญหามากจน ECB ไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้) อย่างไรก็ตามการแทรกแซงดังกล่าวได้ผลเพียงระยะสั้น และยังไม่สามารถจะสร้างความมั่นใจแก่ตลาดการเงินได้
 สถาบันการเงินหลายแห่งได้เริ่มลดหรือเลิกการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหาทั้ง 5 ล่าสุดกองทุนรวมประเภทต่างๆ เช่น Kokusai Asset Management และ Mizuho Trust & Banking ของญี่ปุ่นก็ได้ขายพันธบัตรรัฐบาลยุโรปออกมา แม้กระทั่ง ธนาคารยุโรปเอง เช่น BNP Paribas และ Société Générale ของฝรั่งเศสก็ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลยุโรปลง รัฐบาลของประเทศที่มีปัญหาเหล่านั้นจึงมีความยากลำบากในการกู้เงินทั้งเพื่อการใช้หนี้และชดเชยการขาดดุลภาครัฐ โดยต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมาก เช่นกรณีของกรีซ รัฐบาลต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีสูงถึงประมาณร้อยละ 125 แม้ประเทศใหญ่ ได้แก่ อิตาลีและสเปนก็มีปัญหาโดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สเปนได้ขายพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 3,563 ล้านยูโร (ประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.97 เพิ่มจากที่เคยจ่ายเพียงร้อยละ 4.6 อิตาลีก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน
 วิกฤติหนี้สาธารณะกำลังนำไปสู่ปัญหาสินเชื่อตึงตัว (Credit Crunch) เนื่องจากเมื่อรัฐบาลไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ ก็จะทำให้กลายเป็นหนี้มีปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินที่ถือพันธบัตรรัฐบาลเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันสถาบันการเงินในยุโรปยังไม่สร่างไข้จากผลกระทบของการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีปัญหาของสหรัฐฯ (เช่น CDO และตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อ Subprime เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน) จึงทำให้ฐานะทางการเงินยังคงอ่อนแออยู่ นอกจากนี้จากการศึกษาของ OECD พบว่าธนาคารขนาดใหญ่ของยุโรปมีสัดส่วนของทุนต่อสินทรัพย์ต่ำ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้จะทำให้สถาบันการเงินยุโรปไม่เข้มแข็งเพียงพอที่จะรองรับความเสียหายจำนวนมากที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต  
 ปัญหา Credit Crunch เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อธนาคารยุโรปถูกตัดวงเงินจาก Money Market Fund ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และธนาคารหลายแห่งได้เริ่มลดหรือตัดวงเงินสินเชื่อของธนาคารยุโรป  ปัจจุบันธนาคารยุโรปกำลังมีปัญหามาก  รายงานของ The Asian Wall Street Journal วันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ชี้ว่าธนาคารยุโรปมีปัญหาในการหาแหล่งเงินกู้อย่างมากจนต้องกู้ ECB เพื่อรักษาสภาพคล่อง โดยยอดเงินกู้คงค้างกับ ECB เพิ่มจาก 495,000 ล้านยูโร เมื่อสิ้นปี 2553 เป็น 600,000 ล้านยูโร ณ สิ้นเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มมีปัญหาในการกู้จาก ECB เนื่องจากในการกู้ดังกล่าวต้องใช้ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (Investment grade) เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทว่าธนาคารหลายแห่งเริ่มขาดตราสารการเงินประเภทนี้ ทำให้ธนาคารเหล่านี้แก้ปัญหาด้วยการจัดทำ Liquidity Swap ด้วยการนำตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า Investment grade แลกกับตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment grade จากสถาบันการเงินอื่นโดยการให้ส่วนลด ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการผ่องถ่ายความเสี่ยงไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ สถาบันบางแห่งเช่น UBS, AG และ UniCredit Spa ให้ความเห็นว่า ECB ควรผ่อนคลายมาตรฐานของตราสารการเงินที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหา Credit Crunch และการขาดสภาพคล่องที่รุนแรงของธนาคารในยุโรป
 ปัจจุบัน ปัญหาการขาดความมั่นใจที่มีต่อธนาคารยุโรปอยู่ในขั้นรุนแรงและขยายตัวมาก เช่น บริษัท Norfolk Southern ประกาศว่าจะไม่ทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารยุโรป เพราะไม่มั่นใจฐานะการเงิน เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารกลางของอังกฤษ (BOE) ทำการสำรวจผู้ประกอบการทางการเงิน พบว่าร้อยละ 76 คิดว่าวิกฤติยุโรปจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงที่สุดและจะสร้างปัญหาในอนาคต ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 66 จากการสำรวจครั้งก่อน อีกร้อยละ 57 คาดว่าธนาคารไม่สามารถที่จะเพิ่มทุนได้ (เพิ่มจากร้อยละ 43) และร้อยละ 26 เชื่อว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่จะล้ม (เพิ่มจากร้อยละ 18 ในครึ่งแรกของปี)วิกฤติได้ลุกลามไปประเทศที่ไม่มีปัญหาหนี้สาธารณะ เช่น ฝรั่งเศส และเยอรมนี กรณีฝรั่งเศสที่มีอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินสูงสุดถึงระดับ AAA ล่าสุดได้ออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 3,330 ล้านยูโร โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.3 เป็นร้อยละ 2.8 ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้น ที่น่ากังวลมากกว่านั้นก็คือ แม้แต่เยอรมนีที่จัดว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในยุโรป และเท่าเทียมกับสหรัฐฯ ได้ออกพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี มูลค่า 6,000 ล้านยูโร ในวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.98 ทว่าก็สามารถขายได้เพียง 3,644 ล้านยูโรเท่านั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ประชาคมการเงินและนักลงทุนเริ่มมองว่าปัญหาครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาของแต่ละประเทศในยุโรป แต่เป็นปัญหาของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร หรือ Euro Zone ดังนั้นปัญหาจึงขยายตัวจนกลายเป็นปัญหาทั้งระบบ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เริ่มมีสถาบันการเงินบางแห่ง เช่น CLS Bank International เริ่มทำ Stress Test โดยตั้งข้อสมมติฐานว่าประเทศ Euro Zone เลิกใช้เงินยูโร และล่าสุดสถาบัน Nomura Holdings ได้วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการยกเลิกใช้เงินสกุลยูโร
 เริ่มจากปัญหาหนี้สาธารณะของบางประเทศ จนแพร่กระจายไปเป็นวิกฤติหนี้ของยุโรป และกำลังจะลุกลามเป็นวิกฤติการเงินของ Euro Zone ซึ่งจะส่งผลต่อสถานภาพของเงินยูโรว่าจะอยู่หรือจะไป 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,692  1-3  ธันวาคม พ.ศ. 2554

 

Read : 3956 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*