หลังจากที่มีความเห็นในการแก้ไขปัญหาไม่ตรงกันค่อนข้างมากระหว่างผู้นำของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมาโดยตลอด แต่ก็สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งล่าสุด โดยมีมาตรการสำคัญ 2 มาตรการคือ
1. ให้เจ้าหนี้โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ลดยอดหนี้คงค้างของกรีซลงร้อยละ 50 (โดยรัฐบาลของสหภาพยุโรปจะช่วยเพิ่มทุนให้ หากสถาบันการเงินเจ้าหนี้มีปัญหาจากการปรับลดหนี้)
2. เพิ่มทุนกองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงินของยุโรป (European Financial Stability Fund: EFSF) จาก 440,000 ล้านยูโรเป็น 1 ล้านล้านยูโร
ผมมีความเห็นว่า 2 มาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรป โดยเฉพาะการลดหนี้ เพราะปัจจุบันกรีซมีหนี้สาธารณะสูงมากถึงประมาณร้อยละ 160 - 170 ของมูลค่าเศรษฐกิจ (GDP) จึงเป็นเรื่องยากหรือเกือบไม่มีทางที่รัฐบาลกรีซจะชำระเงินต้นได้ตามกำหนด และการที่ตลาดการเงินไม่เชื่อมั่นฐานะการเงินของรัฐบาล ทำให้กรีซไม่สามารถที่จะขายพันธบัตรระดมเงินเพื่อจ่ายหนี้เดิมที่ถึงกำหนดได้ การลดเงินต้นจึงมีความจำเป็น และเนื่องจากปัญหานี้มีขนาดใหญ่มาก เงินทุนของ EFSF เพียง 440,000 ล้านยูโรจึงไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ ดังนั้นจึงต้องเพิ่มทุน อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการทั้งสองจะบรรเทาปัญหาลงได้มาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากการลดหนี้ยังน้อยเกินไป นอกจากนี้ ยังมีหลายประเด็นที่ต้องติดตามวิเคราะห์หลังจากนี้
ผู้อ่านคงสงสัยว่า ทำไมเมื่อสหภาพยุโรปตกลงให้มีการลดหนี้ของกรีซถึงร้อยละ 50 แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาระหนี้ลดลงจนถึงระดับที่กรีซจะสามารถชำระได้ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าหนี้ของกรีซที่อยู่ในข้อตกลงปรับลดหนี้ จำกัดเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลกรีซที่ถือโดยภาคเอกชนมูลค่าเพียง 210,000 ล้านยูโร จากหนี้ทั้งหมด 350,000 ล้านยูโร โดยไม่รวมพันธบัตรที่ถือโดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ คือ IMF และธนาคารกลางยุโรป ดังนั้นหลังจากปรับลดหนี้เอกชนลงครึ่งหนึ่งแล้ว ก็ยังมีหนี้คงเหลือสูงถึงประมาณ 245,000 ล้านยูโร หรือประมาณร้อยละ 110 ของ GDP ปี 2553 นอกจากนั้น คาดว่าเศรษฐกิจของกรีซจะหดตัวอย่างน้อยร้อยละ 5 ในปี 2554 นี้ และจะหดตัวต่อไปในปี 2555 ทำให้คาดว่าหนี้สาธารณะของกรีซ(หลังจากมีมาตรการปรับลดแล้ว) จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 115 ในปี 2554 และอาจจะเพิ่มเป็นร้อยละ 120 ในปี 2555 ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงมาก ในสภาวะตลาดการเงินที่ระมัดระวังความเสี่ยงเช่นนี้ กรีซก็ยังไม่สามารถจะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นเมื่อถึงกำหนดได้ เพราะในการออกพันธบัตรใหม่เพื่อทดแทนพันธบัตรเดิมที่หมดอายุจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงมาก ซึ่งทำให้กรีซยังคงต้องพึ่งธนาคารกลางและสหภาพยุโรปอยู่ดี ดังนั้นการปรับลดหนี้จะยังไม่ทำให้ปัญหายุติลง
นอกจากมูลหนี้รวมของกรีซจะลดลงไม่มากแล้ว ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องตามมา ที่สำคัญที่สุดคือ ผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยุโรปมีเงินทุนต่ำ และการคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ภายใต้ข้อสมมติฐานว่า พันธบัตรรัฐบาลไม่มีความเสี่ยง ดังนั้น เมื่อเกิดหนี้เสียและต้องมีการตัดหนี้สูญ จึงไม่มีเงินทุนเพียงพอ ยกตัวอย่าง กรณีธนาคารเด็กเซีย (Dexia) ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่มีสินทรัพย์มากถึง 517,700 ล้านยูโร แต่มีเงินทุนเพียง 6,900 ล้านยูโร (ทำให้ Leverage Ratio สูงถึง 74.5 เท่า) เมื่อเกิดปัญหาหนี้สาธารณะ ทำให้มูลค่าพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหาลดลงอย่างมาก จนธนาคารมีปัญหาทุนไม่เพียงพอ ในที่สุดรัฐบาลฝรั่งเศสและเบลเยียมต้องเข้าแทรกแซง ด้วยการยึดมาเป็นของรัฐ และแก้ไขด้วยการแยกหนี้ดี/หนี้เสีย และขายออกไป
ในกรณีของกรีซ มาตรการปรับลดหนี้จะทำให้ธนาคารของกรีซเองเสียหายไม่ต่ำกว่า 22,000 ล้านยูโร ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลกรีซต้องเข้าเพิ่มทุนในจำนวนดังกล่าว นอกจากนั้น ธนาคารยุโรปหลายแห่งที่ถือพันธบัตรรัฐบาลกรีซ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ของฝรั่งเศสก็จะเผชิญปัญหาเช่นเดียวกันกับธนาคารเด็กเซีย ซึ่งจะทำให้รัฐบาลของธนาคารเหล่านั้นต้องเข้าไปเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินของตนเองเป็นจำนวนมาก และในที่สุดจะทำให้เกิดการกระจายของปัญหาสถาบันการเงินเป็นวงกว้างในยุโรป ซึ่งจับสัญญาณได้จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ยุโรปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลหลายประเทศมีเงินไม่เพียงพอที่จะเพิ่มทุนให้ธนาคารของตน เช่นกรณีสเปน ที่คาดว่าจะต้องเพิ่มทุนให้ธนาคารพาณิชย์ประมาณ 100,000 ล้านยูโร แต่รัฐบาลเพิ่มทุนให้ได้เพียงประมาณ 17,000 ล้านยูโรเท่านั้น
นอกจากผลกระทบต่อสถาบันการเงินแล้ว สถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก็คือ ปัญหาอาจจะลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆ ได้แก่ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และอิตาลี โดยเฉพาะสเปนและอิตาลีที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ถ้าเกิดปัญหาขึ้น กองทุน EFSF ที่แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะบรรเทาปัญหาได้ นอกจากนี้ แม้ว่าผู้นำของประเทศจะมีการตกลงเพิ่มทุนให้กองทุน EFSF กันแล้ว แต่ทว่ายังต้องขออนุมัติกับรัฐสภา และเนื่องจากเป็นเงินจำนวนมากอาจจะไม่ได้รับการอนุมัติได้ เช่น กรณีประเทศสโลวะเกีย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะส่งผลให้แผนงานที่กำหนดไว้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
จากที่ผมเขียนข้างต้น ผู้อ่านคงเห็นภาพแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่และกระจายเป็นวงกว้าง แม้จะมีมาตรการสำคัญออกมา แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไปในเร็ววัน และยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องขบคิดและติดตามอย่างใกล้ชิด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,685 6-9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554




