หลังได้บริโภคอย่างสุขสบายเช่นเราบ้าง ท่านทราบหรือไม่ว่าการปิดไฟเพียงหนึ่งดวง แต่ร่วมกันอย่างพร้อมเพียงเป็นล้านๆดวง ผลรับที่ได้จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อย่างมากมาย และหากทำกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมีมูลค่าหลายเท่าทวีคูณ นั่นหมายถึงว่าเราสามารถมีพลังงานใช้ไปได้อีกยาวนานกว่าเดิม เสมือนหนึ่งเราได้ทิ้งมรดกไว้ให้ลูกหลาน
ผมได้เคยพูดถึงหลายประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ที่มีการรณรงค์กันอย่างจริงจังในการประหยัดพลังงาน และค่อนข้างที่จะเป็นรูปธรรมมาก ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้สามารถจัดหา และพัฒนาพลังงานทดแทนได้มากมาย จนเหลือล้น แต่เขาก็ยังให้ความสำคัญต่อการประหยัดพลังงานกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ดังจะเห็นที่มีทั้งการประหยัดพลังงานโดยรวม และการเสาะหาพลังงานทดแทนแห่งอนาคต พลังงานหมุนเวียนในทุกรูปแบบ โดยเชื่อว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประเทศเขาเหล่านั้นจะยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่พวกเราต้องทึ่งในความมีระเบียบวินัยที่สุดยอด มีคำถามที่มักถามเสมอมาว่าเขาสร้างคนกันอย่างไรถึงได้บุคลากรของประเทศที่มีคุณภาพสูงได้ขนาดนี้ หากผู้ที่เคยไปร่ำเรียนในประเทศญี่ปุ่นก็คงไม่แปลกใจในกระบวนการพัฒนาคนของเขา ที่ได้วางไว้อย่างต่อเนื่องเป็น 100 ปี และเล็งเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 20 ปี เพราะคำนวณระยะเวลาในแต่ละห้วงชีวิตหนึ่ง ตั้งแต่เกิดจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีน่าจะใช้เวลาประมาณ 20 ปีเป็นอย่างน้อย เอาแค่ระบบการศึกษาที่ต้องกำหนดเป็นแผนและนโยบายของชาติที่ถาวร
แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนทุกๆปี หรือปีละหลายรัฐบาลก็แล้วแต่ นโยบายเหล่านี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลใหม่มีหน้าที่และมีมรรยาท รวมทั้งมีสำนึกที่ดีต่อประเทศชาติและบ้านเมือง เพราะเขาถือว่านี่คือนโยบายแห่งรัฐ มิใช่เปลี่ยนไปง่ายๆตามนโยบายของพรรคการเมืองที่มาบริหารประเทศ นี่คือความแตกต่างเล็กๆ แต่มีความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ต่อการพัฒนาบุคลากรของประเทศพัฒนากับประเทศกำลังพัฒนา
หันกลับมามองประเด็นการบริโภคพลังงาน ที่แน่นอนที่สุดคือปริมาณเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น มากขึ้นตามความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ ปัจจุบันพลังงานที่บริโภคส่วนใหญ่ก็มาจากใต้พื้นพิภพ และคาดว่าจะหมดไปในที่สุด จึงมีกระแสการเสาะแสวงหาพลังงานในอนาคตกันมากขึ้น ไม่ว่าพลังงานจากภาคเกษตร เช่น พืชพลังงานต่างๆ พลังงานจากแสงแดด พลังงานลม ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าพลังงานทดแทนในรูปแบบใดๆก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีหรือใช้เทคโนโลยี ในการเปลี่ยนเป็นพลังงานที่พร้อมบริโภค นั่นหมายถึงว่ามีต้นทุนพลังงานที่ใช้ (INPUT ENERGY) แล้ว จึงจะได้พลังออกมา (OUTPUT ENERGY) ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ราคาของพลังงานทดแทนที่ได้สูงกว่า ย่อมหมายถึงว่าผู้รับผิดชอบคือภาครัฐต้องเข้ามาโอบอุ้มส่วนต่างดังกล่าว ดังเช่นที่เป็นอยู่ในบ้านเมืองเราขณะนี้ จึงเกิดความไม่มั่นคงและยั่งยืน ยิ่งประกอบกับนโยบายใหม่ที่ต้องดำเนินการตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาคมว่าจะให้เมื่อเป็นรัฐบาล ดูเหมือนว่าจะยิ่งซ้ำเติมให้เกิดความไม่มั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยิ่ง และน่าเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
ดังนั้นในเรื่องการรณรงค์ให้มีการประหยัดพลังงานในชั่วโมงนี้ จึงน่าจะมีความเป็นประโยชน์ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามการพัฒนาเทคโนโลยี หรือการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการประหยัดพลังงานเป็นเรื่องที่จำเป็น แม้แต่เรื่องของอุปกรณ์ที่ควรส่งเสริมให้ใช้ในบ้านเรือน หรือในสำนักงาน ก็ต้องรณรงค์และส่งเสริมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หรือพยายามสร้างนิสัยที่มีความตระหนักต่อส่วนรวม ซึ่งในหลายหน่วยงานก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น ใช้หลอดประหยัดไฟ ปิดไฟฟ้า ปิดแอร์ ในช่วงพักอาหารกลางวัน ใช้ระบบเซ็นเซอร์ช่วยปิดเปิดในบางสถานที่ เช่น ในห้องน้ำและระเบียงทางเดิน ไฟฟ้าจะเปิดโดยอัตโนมัติ เมื่อมีคนเดินผ่าน ครับ
ก็ได้แต่บอกกล่าวกันต่อไปว่า "วันนี้ท่านประหยัดพลังงานบ้างหรือยัง?" เพราะเผื่อว่าจะช่วยให้นโยบายลดราคาน้ำมัน ร่วมกับนโยบายรถยนต์คันแรก จะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,674 29 กันยายน - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554




