ทีนี้ลองมาพิจารณาในรายละเอียดมากขึ้นเล็กน้อย จะทำให้ท่านได้เข้าใจการเกษตรมากขึ้น หรืออาจจะกล้าบอกได้เลยว่า เกษตร มีอะไรๆ มากกว่าที่ท่านคิดและเข้าใจ หากถามผู้คนทั่วไปว่า "เกษตรคืออะไร?" เชื่อว่าคำตอบที่ได้รับคือ เกษตรคือการปลูกพืช เกษตรคือการเลี้ยงสัตว์ เกษตรคือการประมง ฯลฯ แต่หากคิดให้กว้างไปกว่านั้นอีกสักเล็กน้อยก็จะเห็นว่า นอกจากเกษตรเพื่ออาหารแล้ว ยังมีเกษตรเพื่อพลังงาน เกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม และเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งได้เขียนรายละเอียดในเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง "เกษตรเพื่ออะไร" ที่สามารถสืบค้นจากฐานเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ได้
ย้อนกลับมาพิจารณาในประเด็นที่ว่า เมื่อประชากรของโลกเพิ่มขึ้น ย่อมมีความต้องการปัจจัยเพื่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นเงาตาม ปัจจัยต่างๆเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ต้องมาจากภาคการเกษตรแทบทั้งนั้น ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตจากภาคการเกษตร จำเป็นต้องผลิตให้มากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือโดยการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือการเลี้ยงปลา และอีกแนวทางหนึ่งคือการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ให้สูงขึ้น โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้สูง เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการเพิ่มผลผลิตจากภาคการเกษตร คือความต้องการที่อยู่อาศัย เพราะต้องใช้พื้นที่ที่รุกเข้าไปในพื้นที่ที่เคยใช้เป็นที่ทำการเกษตร ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตโดยวิธีขยายพื้นที่จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก การเพิ่มศักยภาพของผลผลิตต่อพื้นที่จึงเป็นแนวทางที่พอมองเห็น แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิชาการ และเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนเสริมและเติมให้เต็มมากขึ้น
แต่ภาคการเกษตรที่มีความต้องการเพิ่มผลผลิตนั้นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกันด้วย เพราะมีรายงานว่าการดำเนินกิจกรรมในภาคการเกษตรนั้น ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 30% เลยทีเดียว การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ สามารถปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จากการย่อยสลายของเศษพืช และมูลสัตว์ และหากมีการปลูกพืชอย่างต่อเนื่องกันตลอดเวลายิ่งส่งผลกระทบต่อนิเวศวิทยาในวงกว้างเช่นกัน เช่นการปลูกข้าวที่ไม่ยอมพักดินเลย ทำให้มีการระบาดของโรคและแมลงอย่างรุนแรง เพราะโรคแมลงเหล่านี้มีอาหารที่ช่วยให้มันมีชีวิตรอดและแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี เมื่อเป็นเช่นนี้ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีมากขึ้นๆ จนอาจเกิดการดื้อยาของโรคและแมลงเหล่านี้ได้อีก เป็นวัฏจักรและส่อแววที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนยากที่จะแก้ไข การย่อยสลายของเศษพืชและมูลสัตว์ทำให้เกิดก๊าซมีเทน ที่อันตรายมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เสียด้วยซ้ำ วิธีที่ได้พยายามแนะนำในการลดมลภาวะคือ หากต้องการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษพืชหรือมูลสัตว์ ควรทำในระบบปิดที่สามารถเก็บก๊าซมาใช้เป็นพลังงานทดแทนในครัวเรือน หรือในชุมชนได้ จะได้ประโยชน์ทั้งสองทาง
สำหรับการเกษตรในอนาคต นอกจากต้องการเพิ่มผลผลิตให้พอเพียงแล้ว ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว พันธุ์พืชที่ผลิตเป็นอาหารจะต้องพัฒนาเพื่อความยั่งยืนอีกด้วย เช่นมีรายงานการสำรวจแนวทางที่ผลผลิตจากภาคการเกษตรควรจะเป็น ประเด็นที่เป็นที่ต้องการในลำดับแรกคือ ต้องเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ หรืออาจเรียกว่าอาหารเป็นยา รองลงมาคือต้องการอาหารที่ปลอดสารพิษ และในลำดับต่อมาคือมีรสชาติที่อร่อย
ดังนั้นนักวิจัยที่เกี่ยวข้องคงต้องหาแนวทางในการวิจัยเพื่อให้ได้พันธุ์พืช หรือพันธุ์สัตว์ เพื่อสนองความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตามจากทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการแบบไร้ของเสีย (ZERO-WASTE MANAGEMENT) แล้วเราจะได้อาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอ เราจะได้พลังงานบนดินที่ไม่มีวันหมดไปจากโลก เราจะได้สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และเรายังจะได้แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีชีวิตชีวา นี่แหละครับเกษตรคืออนาคตของไทยและของโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,666 1- 3 กันยายน พ.ศ. 2554




