กลุ่มรักษาธนาคารอิสลามฯ แฉฐานะแบงก์เสื่อมเพราะนโยบายไม่เน้นเติบโต และการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน กระทบความน่าเชื่อถือแบงก์ ล่าสุด สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากลดเหลือ 95 เผยสถานการณ์แย่กว่านี้ถ้าไม่มีเงินฝากก้อนใหญ่
จากหน่วยงานสังกัดคลังมาหนุน ระบุระงับวงเงินสินเชื่อจนลูกค้าระส่ำ อ้างพนักงานลาออกแล้วกว่า 200 คน ธารินทร์ยันแบงก์มีสภาพคล่องส่วนเกินพอ
สืบเนื่องจาก ปัญหาหนี้ในธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหรือไอแบงก์ที่ลุกลามเป็นปัญหาความเชื่อมั่นและนำไปสู่การถอนเงินฝากต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อมา คณะกรรมาธิการกิจการชายแดน สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนผู้ฝากเงิน และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงไปดูแลปัญหาอย่างใกล้ชิด
ต่อสถานการณ์ดังกล่าวแหล่งข่าวในไอแบงก์เผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มพนักงานที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มรักษาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการขอให้พิจารณาทบทวนนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อธนาคารก่อนที่สถานการการณ์จะบานปลายไปยิ่งกว่านี้ โดยสาระหลักในจดหมายดังกล่าวพุ่งไปที่ 2 ประเด็นหลัก หนึ่ง ผลจากการดำเนินนโยบายผิดพลาด และสอง คุณภาพลูกหนี้ของธนาคาร
โดยประเด็นแรกเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว แจกแจงว่า ผลจากนโยบาย ลดปริมาณเงินฝากของฝ่ายบริหารและการให้ข้อมูลสถานะธนาคารคลาดเคลื่อน ส่งผลให้ สถานการณ์เงินฝากอยู่ในขั้นวิกฤติ โดย ณ วันที่ 18 มกราคม 2556 มียอดเงินฝากรวม 1.16699 แสนล้านบาท และ เงินให้สินเชื่อ 1.18674 แสนล้านบาท หรือสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 95 โดยประมาณ นอกจากนี้ กลุ่มรักษา ธนาคารอิสลามฯยังไม่พบว่า ธนาคารมีแผนสำรองเรื่อง อินเตอร์แบงก์(เงินกู้ระหว่างธนาคาร) หรือ committed line เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วย
เช่นเดียวกับสินเชื่อ ผลจากนโยบายระงับและชะลอสินเชื่อลูกค้าเก่านับจากปลายปีถึงปัจจุบันส่งผลให้หนี้ปกติกลายเป็นหนี้จัดชั้นมากขึ้น โดยธนาคารมีการจัดชั้นหนี้ 5 ระดับ คือ B1 (ปกติหรือค้างไม่เกิน 1 เดือน) B2 (ค้าง2-3 เดือน) และลำดับจะขยับสูงขึ้นตามสถานะการผ่อนชำระ แต่ปรากฏว่า หนี้ในกลุ่ม B2 ที่ปกติมีเฉลี่ย 1 หมื่นล้านบาท แต่ ณ เดือนธันวาคม 2555 หนี้จัดชั้นกลุ่มนี้เพิ่มเป็น 1.7 หมื่นล้านบาท หรือ 70 % เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหนี้ในกลุ่มนี้จะตกชั้นไปอยู่ระดับ B3 ในเดือนถัดไป ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อลูกค้าในวงกว้าง สำหรับสาเหตุที่หนี้จัดชั้นเพิ่มขึ้นนั้นมาจากนโยบาย ระงับสินเชื่อและชะลอสินเชื่อตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีการระงับสินเชื่อกับลูกค้าที่ได้รับการอนุมัติแล้วจนลูกค้าหลายรายเตรียมยื่นฟ้องธนาคารแล้ว
ส่วนในประเด็นที่สอง หรือ คุณภาพสินเชื่อของธนาคาร ข้อความในหนังสือดังกล่าวได้แย้งข้อสรุป ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ไอแบงก์ มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 3.9 หมื่นล้านบาท ต้องกันสำรอง 2.2653 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เงินกองทุนติดลบ 6.227 พันล้านบาท และทำให้ เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Bis ratito) ติดลบ 5.18 % โดยระบุว่า ไม่มีเหตุผลและไม่จำเป็น เพราะตามข้อมูลของธนาคารยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท หากกันสำรอง 1.1 หมื่นล้านบาท เงินกองทุนจะคงเหลือ 4 พันล้านบาท และเงินกองทุนต่อสินทรัพย์อยู่ที่ 4.6 % และที่ผ่านมาธนาคารมีกำไร 120 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 1.5 พันล้านบาทต่อปี
ในประเด็นลูกหนี้น่าสงสัย 40 ราย วงเงิน 6.043 ล้านบาท ที่ ธปท.ตั้งข้อสังเกตควรยึดแนวปฏิบัติให้ธนาคารชี้แจงกระบวนการจัดการต่อกระทรวงการคลังและให้กระทรวงการคลังวินิจฉัยสั่งการเช่นเดียวกับกรณีลูกหนี้ 8 ราย เมื่อปี 2553 ที่ธนาคารสามารถชี้แจงให้คณะกรรมการสอบสวนกระทรวงการคลังว่าเป็นการปล่อยสินเชื่อตามปกติ ธนาคารจึงไม่ต้องจัดชั้นและกันสำรองตามความเห็นธปท.
แหล่งข่าวเดียวกันยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาในไอแบงก์นอกจากการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนลูกค้าตื่นตระหนกแล้ว อีกส่วนยังมาจากนโยบายของฝ่ายบริหารด้วย เช่นนโยบายชะลอรับเงินฝากเนื่องจากกังวลเรื่องต้นทุนส่งผลให้ยอดเงินฝากลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 1.22 แสนล้านบาท โดยประมาณ ณ สิ้นธันวาคม 2555 เหลือ 1.13 แสนล้านบาท ณ วันที่ 19 กุมภาพนธ์ ที่ผ่านมา หรือหายไปประมาณ 9 พันล้านบาท และเทียบยอดเงินฝาก ณ สิ้นมกราคม กับ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ยอดเงินฝากหายไปประมาณ 4.2 พันล้านบาท
"หากไม่ได้เงินฝากก้อนใหญ่จากหน่วยงานในกระทรวงการคลังสถานการณ์จะไปไกลกว่านี้"
เขายังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันไอแบงก์เหมือนหยุดดำเนินธุรกรรมโดยพฤตินัย เพราะสินเชื่อทุกประเภทตั้งแต่หลักหมื่นขึ้นไปจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการสินเชื่อชุดใหญ่และไม่มีการอนุมัติสินเชื่อใหม่มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วแม้ที่ได้รับอนุมัติแล้วก็ถูกระงับโดยสิ้นเชิง และบรรยากาศในแบงก์เต็มไปด้วยความอึมครึม นอกจาก นายมนัส (แจ่มเวหา) ลาออกจาก กรรมการแล้ว
ล่าสุด ดร.อดิศักดิ์ อัสมิมานะ ได้ยื่นลาออกตาม อีกหนึ่งคนและเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(15 กุมภาพันธ์) ได้มีคำสั่งโยกย้าย ผู้ช่วยผู้จัดการสายสินเชื่อเอสเอ็มอี และผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสินเชื่อธุรกิจไปดูแลสายงานสนับสนุน แหล่งข่าวเดียวกันอ้างว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีผู้บริหารและพนักงานลาออกแล้วกว่า 200 คน
ธานินทร์ อังสุวรังษี ต่อข้อถามถึงความเพียงพอของสภาพคล่องนั้น นายธานินทร์ อังสุวรังษีผู้จัดการไอแบงก์เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ยืนยันไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องแต่อย่างใด โดยปัจจุบันไอแบงก์มีสภาพคล่องส่วนเกิน 1.6 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันไอแบงก์ยังเป็นเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้ในตลาดอินเตอร์แบงก์เฉลี่ยต่อวัน 6-7 พันล้านบาท อีกทั้งปัญหาเงินไหลออกก็ได้ชะลอลง ล่าสุดมีเงินไหลเข้า 7.25 พันล้านบาทจากที่ไหลออกไปประมาณ 7 พันล้านบาทซงยังมีเงินฝากสุทธิอยู่ 250 ล้านบาทแต่ยอมรับว่าในช่วง 2 วันที่ผ่านมาอาจจะมีตัวเลขเงินไหลออกก่อนกำหนดประมาณกว่าพันล้านบาทแต่ไม่ถึง 2 พันล้านบาท
ส่วนกรณีการสั่งระงับการปล่อยสินเชื่อจนทำให้ฐานะไอแบงก์ทรุดนั้นผู้จัดการไอแบงก์กล่าวว่า การเข้าไปเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารและลูกหนี้ ส่วนหนึ่งประมาณ 20% ที่ใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ทำให้ถูกโจมตี แต่ยืนยันยังมีการปล่อยสินเชื่อลูกหนี้ปกติ70-80%
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลังยืนยันว่า ไอแบงก์เป็นธนาคารของรัฐ รัฐคํ้าประกัน 100% ซึ่งมากกว่าพ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก ขอให้มั่นใจว่าธนาคารจะเดินต่อไปได้ หากผู้ฝากเงินครบกำหนดยังคงได้ดอกเบี้ยตามเงื่อนไขปกติ ขณะนี้มีเงินไหลกลับเข้ามาแล้ว 7.5 พันล้านบาท จากที่ไหลออก 7 พันล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




