การชิงพื้นที่ข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานและนโยบายของบรรดาผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ตามหน้าจอทีวีต่างๆ ในโค้งสุดท้ายถือว่าร้อนแรงสุดขีด โดยโค้งท้ายนี้ ต่างคนนอกจากรักษาฐานคะแนนแล้วยังมุ่งดึง "พลังเงียบ" อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้ว่าฯ แต่เลือกที่จะรอจนวินาทีสุดท้าย
ซึ่งผู้สมัครต้องงัด"ไม้ตาย"ด้วยวิธีโน้มน้าวใจ ให้โดนใจและได้รับ X(กากบาท) ในช่องคะแนนเสียงของตนเอง!
สื่อสารมวลชนเฉพาะโทรทัศน์ ต่างให้น้ำหนักความสำคัญของข่าวการหาเสียงของผู้ว่าฯ กทม. ในระดับที่สูง ในเกือบทุกช่วงเวลาจึงมีรายงานเกาะติดความเคลื่อนไหวของผู้สมัคร ทีมงาน อย่างเกาะติด รวมไปถึงการจัดดีเบต ปะทะนโยบาย แผนงาน แนวคิด เป็นการวัดกึ๋นกันแบบจะ จะ
ขณะที่ผู้สมัครแต่ละรายก็ทุ่มเทหาเสียงกันอย่างหนัก ผ่านช่องรายการข่าว ของแต่ละสถานีโทรทัศน์ก็ทำงานหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการหาประเด็น เทคนิค รวมถึงรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างและโดดเด่น ที่เร้าใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือในวันที่ 3 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ที่แต่ละช่องข่าว จะต้องมุ่งประเด็นไปที่การนำเสนอ เกาะติด วิเคราะห์ รายงานความคืบหน้าการเลือกตั้ง ชิงไหว ชิงพริบ ชิงความเร็ว ในการฟันธงว่าใคร คือ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่
"วิโชค อาจหาญ" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับมอบหมายควบคุมให้ดูแลด้านข่าวทั้งหมดของอสมท และในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย เล่าให้ "ฐานเศรษฐกิจ" ฟังว่า ในอดีตเมื่อ 4 ปีที่แล้วช่อง 9 เคยจัดรายการให้ผู้ว่าฯ กทม. ดีเบตกัน แต่ในปีนี้ช่อง 9 ได้งดรายการดังกล่าวไป เนื่องจากมีผู้สมัครจำนวนมากกว่า 25 คน การนำเสนอข้อมูลของแต่ละบุคคลอาจมีไม่เพียงพอ และอาจจะทำให้ผู้หาเสียงมองว่า อสมท ไม่เป็นธรรม หากเลือกผู้สมัครแค่บางคนมาออกรายการ
ดังนั้นในปีนี้บมจ.จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าวผู้ว่าใหม่ โดยเน้นผู้สมัครหาเสียงในช่วงข่าวสั้นทุกต้นชั่วโมงแทน
"ในมุมมองของผม ไม่อยากให้ช่อง 9 ถูกกล่าวหา หรือเกิดเรื่องร้องเรียนได้ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นบริษัทจึงหลีกเลี่ยงการดีเบตจากครั้งเดิมๆที่ผ่านมาให้เปลี่ยนไปในรูปแบบข่าวสั้นแทน เฉลี่ยวันละ 6 ชม.ต่อวัน จากเดิมที่เราเคยนำเสนอข่าวรูปแบบต่างๆ ปัจจุบันเราก็งดบางส่วนแล้วตัดทอนเวลาไปโฟกัสข่าวดังกล่าวแทน"
อีกทั้งรายการจากเดิมที่เคยสามารถให้ผู้หาเสียงเข้ามาพูดคุยเสนอนโยบายได้ ก็เปลี่ยนเป็นนำนักวิชาการต่างๆ เข้ามาพูดคุยแทน เช่น การวิเคราะห์การเลือกตั้งปีนี้ , การใช้สิทธิ์ออกเสียง ,การตรวจสอบบัญชีรายชื่อ เป็นต้น
"วิโชค" ยังบอกอีกว่า แม้การเกาะติดรายงานข่าวในวันเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นวันชี้ชะตา จะไม่ได้เพิ่มจำนวนนักข่าวในภาคสนาม แต่เราก็ระดมพลนักข่าวของอสมท ทั้งหมดให้หันมาโฟกัส การรายงานข่าวแบบใกล้ชิด รวดเร็ว และแม่นยำ
ขณะที่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่พบว่า มีการเพิ่มน้ำหนัก และเวลาให้กับข่าวการเลือกตั้งมากขึ้นจนเห็นได้ชัด
รวมทั้งยังฉีกรูปแบบการนำเสนอข่าว ด้วยการนำนักวิเคราะห์จากคนในวงการสื่อที่มีชื่อเสียง เช่น บรรณาธิการข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ , เดลินิวส์ เป็นต้น มาพูดคุย แลกเปลี่ยนในประเด็นต่างๆ ทั้งวิเคราะห์การเปิด-ปิดหีบ , การเลือกตั้ง , โพลล์สำรวจ ต่างๆ เป็นต้น ส่วนในวันที่ 3 มีนาคมนี้ ททบ. 5 จะนำเสนอข่าวดังกล่าวในรูปแบบรายงานสดตลอดทั้งวัน โดยระดมทีมข่าวทั้ง 27 ทีม หรือกว่า 80 ชีวิต เข้าประจำการในแต่ละจุดสำคัญ ทั้งหน่วยเลือกตั้ง , พรรคการเมือง เป็นต้น เพื่อที่จะเกาะติดสถานการณ์ วิเคราะห์ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการนับคะแนน และการประกาศผู้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้
อีกค่ายที่ต้องจับตามอง เพราะชั่วโมงนี้มีความโดดเด่นมาก คือ "ครอบครัวข่าว 3" ที่ประกาศเกาะติดรายงานข่าวการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมความคืบหน้าแบบนาทีต่อนาที แต่เทคนิคและกลวิธียังไม่ถูกเปิดเผยออกมา เพราะอาจมีอาวุธลับ เป็นไม้เด็ดที่จะใช้เรียกเรตติ้งในช่วงสุดท้ายจากคนดู
การแข่งขันในสนาม "ข่าว" เพื่อชิงเรตติ้งผู้ชมในครั้งนี้ นอกจากจะร้อนแรงและดุเดือด ยังเป็นอีกบทพิสูจน์ว่าใครเป็นเบอร์ 1 เรื่องข่าวเลือกตั้งครั้งนี้ ของวงการทีวีไทย ...
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




