นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพ หรือเมดิคัล ฮับ ตามนโยบายการบริหารงานของรัฐบาลในด้านสังคมและคุณภาพชีวิต
จึงมีการขยายเวลาให้ต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้
ามารับบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย พร้อมด้วยผู้ติดตามรวมไม่เกิน 4 คนได้นานขึ้นจากเดิม 30 วัน เป็น 90 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา
โดยนำร่องกับประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับหรือ GCC ( Gulf Cooperation Council) 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรบาห์เรน รัฐคูเวต รัฐสุลต่านโอมาน รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ได้รับการยกเว้นการตรวจวีซ่า แต่ต้องมีเอกสารการนัดหมายจากสถานพยาบาล เอกสารรับรองทางการเงิน และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาแสดงด้วย
"กลุ่มจีซีซีเป็นกลุ่มแรกที่จะได้รับการยกเว้นการตรวจวีซ่า ต่อไปคงจะมีการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นที่จะยกระดับคุณภาพแและมาตรฐานการบริการทางการแพทย์เพื่อก้าวไปสู่การเป็นเมดิคัล ฮับ ด้วย 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. Basic Service Hubการบริการสาธารณสุขพื้นฐาน ทั้งเรื่องของความงาม และสปา ที่สามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพได้ โดยจะมีการทำงานร่วมกับทางกระทรวงท่องเที่ยวแและกีฬา 2.Professional Service Hub การบริการขั้นสูงในด้านการแแพทย์ ทั้งภาครัฐและเอกชน 3. Academicc Hub การเป็นศูนย์กลางทางด้านวิชาการและงานวิจัย และ 4.Product Hub การพัฒนาด้านยาสมุนไพร อาหารสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การส่งออกนำรายได้เข้าประเทศ และลดการนำเข้ายาได้ด้วย"
ด้านน.พ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในรอบปีที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติได้เดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทยกว่า 2 ล้านครั้ง เป็นนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาลโดยตรงถึง 60% นำรายได้เข้าประเทศ 1.21 แสนล้านบาท ซึ่งบริการที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ตรวจสุขภาพ ศัลยกรรมความงาม แปลงเพศ ทันตกรรม ศัลยกรรมกระดูกและผ่าตัดหัวใจ ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทยที่มีมาตรฐานนานาชาติ และมีศักยภาพในการให้บริการชาวต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการนี้อยู่ 103 แห่งทั่วประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




