แม้จะเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ชัดระหว่าง การลดดอกเบี้ยนโยบาย จะสกัดการไหลเข้าของเงินร้อนซึ่งเป็นต้นเหตุของบาทแข็งค่าได้ผล หรือการลดดอกเบี้ยจะยิ่งส่งผลให้เกิดฟองสบู่ จากการก่อหนี้ของครัวเรือนเพิ่ม คำตอบไหนจะถูกต้อง
แต่มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ( กนง.) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 6 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยต่อที่ 2.75 % กลับให้คำตอบ ในความเป็น "ธนาคารกลาง" ในยุคผู้ว่าการ "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล "
กล่าวเช่นนั้น เพราะผลการประชุมกนง.ครั้งนี้อยู่บนถูกจับจ้องของหลายคน และเสียงก้ำกึ่ง 50 : 50 ระหว่างฝ่ายที่เชียร์ให้ลดดอกเบี้ย และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายด้วย
เหตุผลข้างต้น อย่างที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้าการประชุมกนง.ไม่ถึงเดือน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง " กิตติรัตน์ ณ ระนอง " ได้ส่งจดหมายถึงประธานบอร์ดธปท. " วีรพงษ์ รามางกูร (ดร.โกร่ง) " กดดันให้กนง.ลดดอกเบี้ย โดยย้ำให้บอร์ดธปท.ต้องร่วมรับผิดชอบ หากเกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจ
ตามมาด้วยการที่ประธานบอร์ดธปท. ออกมาเผยว่าจากการเข้าแทรกแซงเพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ทำให้งบดุลธปท.ต้องขาดทุนมากถึง 5.3 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีปรากฏ เพราะแม้แต่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและศิษย์เก่าแบงก์ชาติ " ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล " ยังกล่าวว่า " ค้นจากความจำ ก็คงเป็นครั้งแรกที่รมว.คลัง ขู่ผู้ว่าการธปท.และรมว.คลังทั่วโลกก็ไม่มีใครทำกัน "
ก่อนที่จะทายผลล่วงหน้าว่า ดูจากกรรมการคนนอก ( 4 ใน 7 )เชื่อว่ากนง.จะให้ความสำคัญประเด็นความสงบระหว่างคลัง กับ ธปท. มากกว่าประเด็นทางเศรษฐกิจ และเสียงส่วนใหญ่กลุ่มพวกตน ก็เทว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยลง 0.25 %
* มติ 6 ต่อ 1 "เหนือคาด"
ส่วนกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยต่อที่ 2.75% คาดเดาว่ามติจะไม่เป็นเอกฉันท์ แต่มติ 6 ต่อ 1 ที่ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75 % ต่างก็ยอมรับว่า เหนือความคาดหมายเช่นกัน
โดยคาดกันได้ว่า 1 ใน 4 ผู้ทรงคณะวุฒิคนนอก ( 1.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี 2.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พาณิชย์และสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบลจ.เอ็มเอฟซีฯ 3.อัศวิน คงสิริ อดีตประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ธนาคารกรุงไทย และ 4.ศิริ การเจริญดี กรรมการธปท.และอดีตลูกหม้อ ธปท. )
ที่เสนอให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25 % เพื่อลดความเสี่ยงจากเงินทุนเคลื่อนย้าย ก็คือ " อำพน กิตติอำพน " เนื่องจากนายอำพน สนับสนุนให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาตั้งแต่ต้น เพราะเห็นว่าส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่แตกต่างกันระหว่างในและต่างประเทศย่อมส่งผลต่อกระแสเงินทุนไหลเข้า
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ กล่าวว่า การประชุม กนง.รอบนี้มีคนติดตามจำนวนมาก ตนรู้สึกสบายใจที่มติเสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีถึง 6 ต่อ 1 เพราะทุกคนคงอยากเห็นกลไกของการดำเนินนโยบายการเงินบนหลักการและเหตุผลทางวิชาการ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดคำถามจากนักลงทุนตามมา
เช่นเดียวกับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล กล่าวว่า มติบอร์ดกนง. 6 ต่อ 1 ไม่ลดดอกเบี้ยตามที่รัฐมนตรีคลังต้องการ ผมดีใจที่กรรมการมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่อยากเรียกร้องให้มีการเปิดเผยชื่อ เช่นเดียวกับหลายประเทศ เพราะถึงเวลาที่ประชาชนจะได้ข้อมูลแล้ว ว่ากรรมการแต่ละคนมีจุดยืนอย่างไร แต่ละคนให้น้ำหนักปัจจัยใดมากกว่ากัน
* มติกนง.ตอบจุดยืน ธปท.
การทำงานของกนง. รอบนี้ จึงอาจมองได้ว่าแรงกดดันทางการเมือง ไม่สั่นคลอนต่อความอิสระทางความคิดของบอร์ด กนง. " ความคิดที่แตกต่างระหว่างรมว.คลัง และ ธปท. เป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ " ดังที่ผู้ว่าการธปท. เคยกล่าว
ทั้งยังตอบจุดยืนการบริหารตามกรอบนโยบายเงินเฟ้อ ( Inflation Targeting) ของธปท. เพราะโดยข้อมูลเศรษฐกิจไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ (18 กุมภาพันธ์ ) แถลงระบุเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/ 2555 เทียบปีต่อปี ขยายตัวถึง 18.9 % ,ปี 2555 โต 6.4% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อไตรมาส 4/2555 เทียบปีต่อปี อยู่ระดับ 3.2% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 3/2555 ที่ระดับ 2.9%
"หากบอร์ด กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบาย ตามที่ฝ่ายการเมืองเรียกร้อง สวนทางกับภาวการณ์ ที่เกิดขึ้นเศรษฐกิจเติบโตดี และอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ก็จะค้านกับการบริหารตามกรอบเงินเฟ้อ และอาจต้องตอบสังคมอีกยาว " แหล่งข่าวกล่าว
ขณะที่ข้อมูลยอดสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ตามรายงานของธปท. ณ เดือนธันวาคม 2555 ระบุมียอดคงค้างเป็นวงเงินสูงถึง 2.91 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันธันวาคม 2554 ที่ 2.40 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 21.16 % สินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ ยอดคงค้างอยู่ที่ 8.21 แสนล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันที่ 6.13 แสนล้านบาทถึง 33.95%
ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆมียอดคงค้างรวม 7.51 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.40 % จากเดือนธันวาคม 2554 ดังนั้นหากต้องลดดอกเบี้ยนโยบาย ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนบริโภคเพิ่ม
* ผู้ว่าฯ.แจงสาเหตุคงดบ.
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กล่าวว่า บอร์ดกนง. แต่ละท่าน ทำตามหน้าที่ยืนยันไม่มีความกดดัน ส่วนการที่มติ กนง. 6 ต่อ 1 เสียงตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% เพราะยังกังวลประเด็นการปรับเพิ่มของราคาสินทรัพย์ อาทิใน ตลาดหุ้น และ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผู้ว่าการธปท.ยอมรับว่าราคาหุ้นสูงขึ้นมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่เล่นโดยนักลงทุนคนไทย ส่วนต่างชาติโดยมากไปหุ้นใหญ่ในกลุ่ม SET50 ซึ่งทางก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯก็กำลังหามาตรการดูแลอยู่ ในส่วนของธปท.จึงต้องพยายามรักษาดอกเบี้ยไม่ให้ต่ำเกิน ส่วนการปรับขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ยังมีเพียงบางเขต หรือบางพื้นที่ ในต่างจังหวัด พบว่าเริ่มเห็นสัญญาณเก็งกำไร
โดยหลังการประชุมบอร์ดกนง.ยังได้ถกหารือพร้อมเตรียมทำหนังสือตอบกลับ รมว.คลัง จากก่อนหน้าที่ นายกิตติรัตน์ มีจดหมายถึงบอร์ดธปท. และมีสำเนาถึงกนง. โดยเนื้อหาในจดหมายของกนง. ยังได้แจงถึงสาเหตุการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบนี้ด้วย
ขณะที่ทางด้านรมว.คลัง ที่กำลังถูกสื่อมวลชนและนักการเงินจับตาว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากที่กนง. ยังคงดอกเบี้ยนโยบาย การนัดหารือระหว่างขุนคลัง – ผู้ว่าการธปท. ที่มีขึ้นทุกไตรมาส และรอบนี้ตรงกับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานายกิตติรัตน์ ได้ขอเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด โดยอ้างว่ายังติดธุระ
*นักศศ.มองดบ.R/Pมีโอกาสปรับลด
ผลการประชุมรอบนี้ แม้มติกนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่นักเศรษฐศาสตร์-สำนักวิจัย เชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสจะปรับลดลงในระยะต่อไป อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ฯ คาดว่ากนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึงกลางปีนี้ แต่มีโอกาสที่ครึ่งหลังของปี จะปรับลดรวมกัน 0.50% มาอยู่ที่ระดับ 2.25% ในสิ้นปี
นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ กนง.อาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบหน้า ( 3 เมษายน ) เพราะเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังมติของกนง.
อย่างไรก็ดีตราบที่ประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐ ฯยังไม่เลิกมาตรการอัดฉีดเงินสู่ระบบ ตามที่คาดการณ์อยู่ขณะนี้ แรงปะทะระหว่างกระทรวงการคลัง และธปท. ก็ยังมีต่อและอาจจะรุนแรงขึ้นก็เป็นได้ หลังปะทุ 2 ครั้งใหญ่คือในปี 2555 ที่ฝ่ายการเมืองต้องการให้ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุดฝ่ายการเมืองต้องการให้ลดดอกเบี้ย เพื่อสกัดทุนต่างประเทศแก้บาทแข็ง
ความขัดแย้งระหว่างรมว.คลังและผู้ว่าธปท. ยังเป็นซีรีส์ที่ต้องตามต่อ...!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




