ที่ประชุมกนง.เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง หรืออาร์/พี ไว้ที่ระดับเดิม คือ 2.75% ต่อเนื่องจากครั้งก่อนหน้า ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 1
บอร์ดกนง.เกือบทั้งหมดเห็นพ้องว่า ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทยหลายตัวส่งสัญญาณบวก จากระดับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเดิมยังขยายตัวได้อย่างดี ประกอบกับความกังวลถึงภาวะฟองสบู่"บางจุดบางพื้นที่"ในตลาดหุ้นและภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงให้คงอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีไว้ระดับเดิมต่อไป
มติกนง.นี้จึงสวนความต้องการของรัฐบาลอย่างจัง โดยก่อนการประชุมรองนายกฯกิตติรัตน์ ณ ระนอง ไม่เพียงเสนอแต่ถึงกับเรียกร้องเป็นหนังสือถึงบอร์ดธปท. ให้ลดดอกเบี้ยอาร์/พีลง โดยย้ำว่าหากธปท.ยืนแนวทางเดิมต้องรับผิดชอบ หากเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ
มติบอร์ดกนง.ที่ออกมาช่วยตอกย้ำความเชื่อถือในอิสระของแบงก์ชาติ แต่มุมกลับก็มีความกังวลต่อการงัดข้อในแนวทางบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ระหว่างคลังกับแบงก์ชาติ ที่ร้าวลึกยิ่งขึ้น
กระทั่งนัดหมายการประชุมร่วมคลัง-แบงก์ชาติ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ หลังการประชุมกนง. เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อมูลเศรษฐกิจประจำไตรมาส ก็ต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะรัฐมนตรีคลังไม่ว่าง
ขณะที่กนง.เองต้องทำหนังสือ ตอบข้อข้องใจถึงรัฐมนตรีคลัง ผ่านทางประธานบอร์ด ธปท. ตามที่มีหนังสือแจ้งมาก่อนหน้านั้น
สัมพันธ์ร้าวคลัง-แบงก์ชาติ ผ่านความเห็นต่างการใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังของแต่ละฝ่าย กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ทางเศรษฐกิจ หากยังลุกลามขยายวง
ทั้งที่หากกลับไปพินิจดูถึง"เบื้องลึก"แนวคิดของแต่ละฝ่ายที่สะท้อนออกมาผ่านข้อเสนอ อาร์/พีต่ำ หรืออาร์/พีสูง จึงจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่ากันนั้น มาจากการมอง"ฉากอนาคต"ที่ต่างกัน
ดร.วีรพงษ์ รามางกูร วางน้ำหนักปัญหาที่"เงินร้อน" จากการที่สหรัฐฯ อัดฉีดสภาพคล่องไม่หยุดเพื่อฟื้นเศรษฐกิจของตัวเอง แล้วมหาอำนาจอื่นก็ทำตาม "เงินร้อน"ที่ท่วมทะลักเข้ามาเป็นสถานการณ์"ไม่ปกติ" และเสี่ยงต่อการที่ดอลลาร์จะ"เสื่อมค่า"ลงเรื่อย ๆ การมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศในสกุลดอลลาร์สูงจึงเป็นความเสี่ยง
จึงมีข้อเสนอ ลงดอกเบี้ยอาร์/พีเพื่อลดแรงดึงดูด"เงินร้อน" และผันทุนสำรองฯส่วนเกินไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เปลี่ยนการถือเงินตราเป็นถนนหนทางรางรถไฟที่ลูกหลานได้ใช้ไปอีกร้อยปีจะคุ้มค่ากว่า
ด้านดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าฯ ธปท. ก็ย้ำทุกเวที เศรษฐกิจจะเติบโตยั่งยืนต้องเกิดจากศักยภาพของระบบเอง ถ้าโตจากการอัดฉีดสุดท้ายก็ฟุบกลับมาสู่ฐานที่เป็นจริง ยิ่งมีแรงอัดฉีดมากแบงก์ชาติยิ่งต้องเพิ่มการดูแลให้เกิดเสถียรภาพ ทั้งนี้ การเข้าไปชะลอความผันผวนของค่าเงินจนขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 5.3 แสนล้านบาทนั้น เกิดจากการทำหน้าที่
ซึ่งภาระขาดทุนดังกล่าวไม่น่าห่วง เพราะหากรวมทุกบัญชีของแบงก์ชาติยังมีสถานะเป็นบวก รวมทั้งแนวโน้มแรงกดดันของ"เงินร้อน"ในระยะถัดไปจะลดลง "อาจเป็นภายในปีหน้า" เพราะสหรัฐฯไม่สามารถทำได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ขณะที่สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯชัดขึ้น
เมื่อเริ่มฟื้นตัวสหรัฐฯจำเป็นต้องกลับมาใช้นโยบายรัดเข็มขัด ดูดดอลลาร์กลับเพื่อรักษาค่าเงินของตนเองไว้ "ถึงตอนนั้นถ้าไม่มีทุนสำรองฯที่เพียงพอ สถานการณ์อาจซ้ำรอยวิกฤติปี 2540 จึงต้อง"เก็บกระสุน"ไว้รับมือ
เมื่อมองอนาคตต่าง เส้นทางที่เลือกเดินจึงต่าง ต้องตามดูกันว่าความห่างนี้จะ"ถ่าง"ไปถึงจุดใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




