หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ฐ.Blogger อรุณ ลอตระกูล ต่างฉากต่างเส้นทาง

ต่างฉากต่างเส้นทาง

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

altที่ประชุมกนง.เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง หรืออาร์/พี ไว้ที่ระดับเดิม คือ 2.75% ต่อเนื่องจากครั้งก่อนหน้า ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 1

    บอร์ดกนง.เกือบทั้งหมดเห็นพ้องว่า ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทยหลายตัวส่งสัญญาณบวก จากระดับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเดิมยังขยายตัวได้อย่างดี ประกอบกับความกังวลถึงภาวะฟองสบู่"บางจุดบางพื้นที่"ในตลาดหุ้นและภาคอสังหาริมทรัพย์  จึงให้คงอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีไว้ระดับเดิมต่อไป
    มติกนง.นี้จึงสวนความต้องการของรัฐบาลอย่างจัง โดยก่อนการประชุมรองนายกฯกิตติรัตน์ ณ ระนอง ไม่เพียงเสนอแต่ถึงกับเรียกร้องเป็นหนังสือถึงบอร์ดธปท. ให้ลดดอกเบี้ยอาร์/พีลง โดยย้ำว่าหากธปท.ยืนแนวทางเดิมต้องรับผิดชอบ หากเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ 
    มติบอร์ดกนง.ที่ออกมาช่วยตอกย้ำความเชื่อถือในอิสระของแบงก์ชาติ  แต่มุมกลับก็มีความกังวลต่อการงัดข้อในแนวทางบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ระหว่างคลังกับแบงก์ชาติ ที่ร้าวลึกยิ่งขึ้น
    กระทั่งนัดหมายการประชุมร่วมคลัง-แบงก์ชาติ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ หลังการประชุมกนง. เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อมูลเศรษฐกิจประจำไตรมาส ก็ต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะรัฐมนตรีคลังไม่ว่าง
    ขณะที่กนง.เองต้องทำหนังสือ ตอบข้อข้องใจถึงรัฐมนตรีคลัง ผ่านทางประธานบอร์ด ธปท. ตามที่มีหนังสือแจ้งมาก่อนหน้านั้น
    สัมพันธ์ร้าวคลัง-แบงก์ชาติ ผ่านความเห็นต่างการใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังของแต่ละฝ่าย กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ทางเศรษฐกิจ หากยังลุกลามขยายวง
    ทั้งที่หากกลับไปพินิจดูถึง"เบื้องลึก"แนวคิดของแต่ละฝ่ายที่สะท้อนออกมาผ่านข้อเสนอ อาร์/พีต่ำ หรืออาร์/พีสูง จึงจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่ากันนั้น มาจากการมอง"ฉากอนาคต"ที่ต่างกัน
    ดร.วีรพงษ์ รามางกูร วางน้ำหนักปัญหาที่"เงินร้อน" จากการที่สหรัฐฯ อัดฉีดสภาพคล่องไม่หยุดเพื่อฟื้นเศรษฐกิจของตัวเอง แล้วมหาอำนาจอื่นก็ทำตาม  "เงินร้อน"ที่ท่วมทะลักเข้ามาเป็นสถานการณ์"ไม่ปกติ" และเสี่ยงต่อการที่ดอลลาร์จะ"เสื่อมค่า"ลงเรื่อย ๆ  การมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศในสกุลดอลลาร์สูงจึงเป็นความเสี่ยง  
    จึงมีข้อเสนอ ลงดอกเบี้ยอาร์/พีเพื่อลดแรงดึงดูด"เงินร้อน" และผันทุนสำรองฯส่วนเกินไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เปลี่ยนการถือเงินตราเป็นถนนหนทางรางรถไฟที่ลูกหลานได้ใช้ไปอีกร้อยปีจะคุ้มค่ากว่า
    ด้านดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าฯ ธปท. ก็ย้ำทุกเวที เศรษฐกิจจะเติบโตยั่งยืนต้องเกิดจากศักยภาพของระบบเอง ถ้าโตจากการอัดฉีดสุดท้ายก็ฟุบกลับมาสู่ฐานที่เป็นจริง ยิ่งมีแรงอัดฉีดมากแบงก์ชาติยิ่งต้องเพิ่มการดูแลให้เกิดเสถียรภาพ ทั้งนี้ การเข้าไปชะลอความผันผวนของค่าเงินจนขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 5.3 แสนล้านบาทนั้น เกิดจากการทำหน้าที่
    ซึ่งภาระขาดทุนดังกล่าวไม่น่าห่วง เพราะหากรวมทุกบัญชีของแบงก์ชาติยังมีสถานะเป็นบวก รวมทั้งแนวโน้มแรงกดดันของ"เงินร้อน"ในระยะถัดไปจะลดลง "อาจเป็นภายในปีหน้า" เพราะสหรัฐฯไม่สามารถทำได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ขณะที่สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯชัดขึ้น  
     เมื่อเริ่มฟื้นตัวสหรัฐฯจำเป็นต้องกลับมาใช้นโยบายรัดเข็มขัด ดูดดอลลาร์กลับเพื่อรักษาค่าเงินของตนเองไว้ "ถึงตอนนั้นถ้าไม่มีทุนสำรองฯที่เพียงพอ  สถานการณ์อาจซ้ำรอยวิกฤติปี 2540 จึงต้อง"เก็บกระสุน"ไว้รับมือ
    เมื่อมองอนาคตต่าง เส้นทางที่เลือกเดินจึงต่าง ต้องตามดูกันว่าความห่างนี้จะ"ถ่าง"ไปถึงจุดใด

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่   24 - 27  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 

Read : 616 times

jL Poll Module1

ไฟดับมืดทั้งภาคใต้ควรแก้ปัญหาอย่างไรมากที่สุด



 

Poll (2)

สภาพัฒน์ประกาศจีดีพีQ1ต่ำกว่าประมาณการมาก ท่านเชื่อถือหรือไม่
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*