สบน. เปิดแผนกู้เงินตาม พ.ร.ก.บริหารน้ำ 3.4 แสนล้านบาท ใช้จากสถาบันการเงินในประเทศภายใน 3 ปีก่อนแปลงหนี้เป็นพันธบัตรระยะยาว หวังลดต้นทุนดอกเบี้ย
คาดรายละเอียดการลงทุนของรัฐเสร็จทันเบิกจ่ายปีนี้ ส่วนโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทจ่อเข้า ครม. กลางเดือนมีนาคม
นายสุวิชญ โรจนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนการกู้เงิน 3.4 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำตามพระราชกำหนด โดยระบุว่า สบน.ได้เตรียมความพร้อมที่จะดำเนินการกู้เงินดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้รอเพียงการอนุมัติโครงการและแผนการประมูลจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกระบวนการทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของพระราชกำหนดดังกล่าว
สำหรับรูปแบบการกู้เงินดังกล่าว คือ จะใช้วิธีการกู้ระยะสั้น จากสถาบันการเงินในประเทศทั้งหมด โดยจะเปิดให้สถาบันการเงินเข้ามาแข่งขันอัตราดอกเบี้ย เมื่อได้ผู้ชนะประมูลแล้ว จะมีการเซ็นสัญญาเงินกู้ ส่วนการเบิกเงินกู้จะเป็นไปตามงวดงานของโครงการลงทุน โดยคาดว่าจะมีการเบิกเงินภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ซึ่งเมื่อกู้เงินทั้งหมดแล้ว จะทำการแปลงหนี้เงินกู้ดังกล่าวเป็นหนี้ระยะยาว โดยออกพันธบัตรเข้าไปทดแทน
" ขณะนี้สบน.ยังไม่เปิดให้มีการประมูลการกู้เงิน เพราะโครงการเงินกู้ดังกล่าวยังไม่เรียบร้อย แต่ก็เชื่อว่า จะแล้วเสร็จภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อโครงการพร้อม ก็สามารถเซ็นสัญญาเงินกู้ได้ทันที"
ทั้งนี้ เหตุที่เลือกใช้วิธีการกู้เงินจากสถาบันการเงินแทนที่จะออกเป็นพันธบัตรนั้น มองว่าหากกู้โดยออกพันธบัตรจะได้เงินกู้ทั้งก้อนมาทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายทั้งๆที่ยังไม่ได้ใช้เงิน ดังนั้น จึงใช้วิธีการเซ็นสัญญาเงินกู้ไว้ก่อน จากนั้นจะทยอยเบิกใช้ตามงวดงานของโครงการ อย่างไรก็ตาม การที่จะล็อกวงเงินกู้ไว้ก็จะทำให้ต้นทุนเงินกู้เพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน โดยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามภาวะตลาด ซึ่งอาจจะบวกจากอัตราปกติเล็กน้อย เพราะการล็อกเงินกู้ดังกล่าวทำให้ธนาคารเสียโอกาส
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ได้ประเมินโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำดังกล่าว ว่า แม้รัฐบาลจะสามารถกู้เงินได้ตามกำหนด คือ ภายในเดือนมิถุนายนนี้ แต่ในแง่การเบิกใช้จ่ายเงินตามโครงการนั้นจะไม่เห็นในปีนี้ เพราะโครงการพัฒนาลุ่มน้ำในแต่ละแห่งนั้น จะต้องผ่านความเห็นชอบด้านสิ่งแวดล้อมก่อน ซึ่งแต่ละโครงการนั้นต้องใช้เวลาในการศึกษาพอสมควรซึ่งปัจจุบันยังไม่ดำเนินการแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ในส่วนโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้น กระทรวงการคลังได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งในแง่ของร่างกฎหมายและโครงการอยู่ระหว่างรอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาอนุมัติราวกลางเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากต้องรอให้ปัจจัยทางด้านการเมืองนิ่งเสียก่อน โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




