"ไทย โซล่าร์" เตรียมทุ่มเงินอีกกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ผุดโครงการโซลาร์เซลล์ 100-200 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปี แม้ขณะนี้กระทรวงพลังงานเบรกไม่รับซื้อ แต่มีลู่ทางจับมือกับพันธมิตรที่มีไลเซนส์แล้วหลายราย ขณะเดียวกันยังสนใจลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลจากหญ้าเนเปียร์ แต่ต้องมีความชัดเจนจากนโยบายรัฐก่อน
นางสาวประภารัตน์ ตังควัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด หรือ ทีเอสอี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์) เพิ่มขึ้นเป็น 100-200 เมกะวัตต์ ในช่วง 5 ปี (ปี 2556-2560) จากปัจจุบันมีอยู่ในมือแล้ว 80 เมกะวัตต์ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้แม้ว่ากระทรวงพลังงานจะหยุดการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวก็ตาม แต่ได้พิจารณาการร่วมทุนกับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว โดยมีผู้มาเสนอโครงการร่วมทุนแล้วหลายราย ส่วนการซื้อต่อใบอนุญาตนั้น ไม่ได้สนใจเพราะมีราคาสูง
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าภาครัฐจะยังสนับสนุนพลังงานทดแทน โดยในส่วนของโซลาร์เซลล์ก็เป็นพลังงานทดแทนที่ไม่มีมลพิษ ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานก็ต้องการส่งเสริมพลังงานทดแทนให้ได้ 25% ภายในปี 2565 ดังนั้นหากมีความชัดเจนด้านนโยบายของภาครัฐออกมา บริษัทก็สนใจลงทุนต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนราคารับซื้อไฟฟ้าจากส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์) ที่ 6.50 บาทต่อหน่วย เป็นราคารับซื้อตามต้นทุน(ฟีดอินทาริฟ) ที่คาดว่าจะอยู่ที่กว่า 5.4 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี แต่มองว่ายังสามารถลงทุนทำโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ต่อไปได้
ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงประมาณ 15-20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจุบันต้นทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 70-80 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ดังนั้นหากฟีดอินทาริฟออกมาที่ระดับสูงกว่า 5 บาทต่อหน่วย ก็เป็นราคาที่สามารถทำได้ เบื้องต้นคาดว่าระยะเวลาคืนทุนจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 ปี
"การลงทุนในช่วง 3-5 ปีนี้ บริษัทยังสนใจเรื่องโซลาร์เซลล์ ส่วนตัวต้องการขยาย 50-100 เมกะวัตต์ต่อปี เพราะกระทรวงพลังงานยังต้องการให้พลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 25% ดังนั้นน่าจะเห็นความชัดเจนของนโยบายเร็วๆนี้ โดยมองว่าต้นทุนแผงเซลล์ถูกลงต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของบริษัทเลือกใช้เทคโนโลยีของสหรัฐฯและแคนาดา ซึ่งผู้ผลิตการันตีสินค้า 25 ปี"
ด้านนางแคทลีน มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ทีเอสอี กล่าวว่า บริษัทได้จับมือกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนทางด้านการเงินกว่า 5.4 พันล้านบาท ลงทุนสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิด PV (Photovoltaic) 2 เฟส จำนวน 10 โครงการ ด้วยกำลังการผลิตรวม 80 เมกะวัตต์ สำหรับการลงทุนจะแบ่งเป็น 2 เฟส ขนาดเฟสละ 40 เมกะวัตต์ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 7 พันล้านบาท
นอกจากนี้ยังสนใจจะขยายการลงทุนในส่วนของโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น เนื่องจากเชื่อว่ากระทรวงพลังงานจะยังคงสนับสนุนด้านพลังทดแทน รวมทั้งยังสนใจศึกษาลงทุนพลังงานทดแทนอื่นๆ อาทิ โรงไฟฟ้าชีวมวลจากหญ้าเนเปียร์ แต่คงต้องรอความชัดเจนจากทางภาครัฐก่อน ขณะเดียวกันการปลูกหญ้าเนเปียร์จะต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก ดังนั้นจะต้องมีพันธมิตรที่มีศักยภาพด้านพื้นที่ด้วย
ปัจจุบันทีเอสอี เป็นผู้นำอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ แบบรางพาราโบลา และได้ร่วมมือกับสถาบันพลังงานที่มีชื่อเสียงหลายประเทศทั่วโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเพื่อพัฒนาการ และสร้างพลังงานสะอาดเพื่อรองรับความต้องการในการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นภายในประเทศ และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าแห่งแรกที่ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ ด้วยงบลงทุนกว่า 900 ล้านบาท จำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




