หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ลงทุน-อุตฯ ลงทุน-อุตสาหกรรม เจาะใจ'พงษ์ศักดิ์'สู้วิกฤติพลังงาน

เจาะใจ'พงษ์ศักดิ์'สู้วิกฤติพลังงาน

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

กรณีปัญหาการหยุดส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาและเยตากุน ของเมียนมาร์ เพื่อปิดซ่อมบำรุงแท่นการผลิตและแท่นอยู่อาศัยจากการทรุดตัวระหว่างวันที่ 5-13 เมษายน 2556 นี้

พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาลพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาลส่งผลให้ต้องหยุดส่งก๊าซทั้งหมดเข้าประเทศไทยในปริมาณ 1.1 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กำลังจะกลายเป็นจุดวิกฤติด้านพลังงานของประเทศก็ว่าได้ เมื่อกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งหายไป 8.25 พันเมกะวัตต์ จากกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมดประมาณ 3.2 หมื่นเมกะวัตต์
    ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีกในวันที่ 5 เมษายน จะพุ่งขึ้นไปถึง 2.63 หมื่นเมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 2.612 หมื่นเมกะวัตต์ แต่มีปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ใช้งานได้จริงเพียง 700 เมกะวัตต์เท่านั้น ทำให้เกิดความกังวลว่า ปริมาณไฟฟ้าที่มีอยู่จะเกิดการขาดแคลนและนำไปสู่ไฟฟ้าดับทั้งประเทศ(แบล็กเอาต์)หรือสถานการณ์ดีขึ้นมาหน่อยก็แค่เพียงไฟฟ้าดับบางพื้นที่(บราวน์เอาต์)เท่านั้น
    ต่อสถานการณ์ดังกล่าวนี้นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแผนรองรับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นดังนี้
+++ไฟฟ้าหายไป 8.258 พันเมกะวัตต์
    ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าขณะนี้ประเทศมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งประมาณ 3.2 หมื่นเมกะวัตต์ เมื่อเมียนมาร์หยุดส่งก๊าซทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งของโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตก 6 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง กำลังผลิต 3.480 พันเมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ กำลังผลิต  1.4 พันเมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือกำลังผลิต 670 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ชุดที่ 3 กำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าวังน้อยชุดที่ 2 และ 3 รวมกำลังผลิต 1.298 พันเมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมดหายไป 8.258 พันเมกะวัตต์หรือทำให้กำลังผลิตติดตั้งทั้งระบบเหลือเพียงประมาณ 2.374 หมื่นเมกะวัตต์   
+++โหมสต๊อกน้ำมันเตา/ดีเซล
    ดังนั้นแผนรองรับขั้นแรก ได้มอบหมายให้กฟผ.ไปดำเนินเร่งสต๊อกน้ำมันเตา 157 ล้านลิตร แต่อาจจะใช้จริงเพียง 85.5 ล้านลิตร และสต๊อกนำมันดีเซล 60 ล้านลิตร ตามแผนจะใช้เพียง 36.9 ล้านลิตร ให้กับโรงไฟฟ้าดังกล่าวที่สามารถเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตาและดีเซลในการผลิตไฟฟ้าแทน เช่น โรงไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จะทำให้กำลังการผลิตกลับคืนมา 2.46 พันเมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ 700 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ 350 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าวังน้อยชุดที่ 2 และ 3 อีก  649 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตที่กลับคืนมา 4.159 พันเมกะวัตต์ รวมถึงการเสริมระบบด้วยการนำโรงไฟฟ้าเก่าบางปะกงมาผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันเตาอีกประมาณ 2 พันเมกะวัตต์
     เมื่อนำไปรวมกับกำลังผลิตที่เหลืออยู่ในระบบ จะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.9901 หมื่นเมกะวัตต์โดยจะเห็นได้ว่ากำลังผลิตติดตั้งยังมีสูงกว่าปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของวันที่ 4 เมษายน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.65 หมื่นเมกะวัตต์
    แต่ที่กระทรวงพลังงานเป็นห่วง จะเป็นเรื่องของปริมาณสำรองพร้อมใช้งานได้จริงของวันที่ 4 เมษายน ที่ต่ำกว่า 600 เมกะวัตต์ ซึ่งถือต่ำสุดเป็นประวัติการอาจจะไม่เพียงพอ หากกรณีโรงไฟฟ้าที่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตาและดีเซลหรือโรงไฟฟ้าอื่นๆ มีปัญหา อาจจะทำให้กำลังการผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ บวกกับความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นที่ระดับ 2.7 หมื่นเมกะวัตต์ ก็เป็นปัญหายากที่จะคาดเดาได้
    ดังนั้น ในช่วงนี้จึงขอให้ทุกโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้งหมด รวมถึงโรงไฟฟ้าจากสปป.ลาวเดินเครื่องให้เต็มที่ และหากโรงไฟฟ้าไหนมีแผนกำหนดซ่อมบำรุงในช่วงนี้ก็ขอให้เลื่อนออกไปก่อน รวมถึงแหล่งก๊าซไพลินเหนือ ซึ่งมีกำลังการผลิต 210 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งปลาทอง มีกำลังการผลิต 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งมีแผนซ่อมบำรุงในช่วงดังกล่าว ก็ขอให้เลื่อนออกไปด้วย
+++เลื่อนซ่อม1วันวิกฤติเริ่มผ่อนคลาย
    ที่สำคัญการที่มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปเจรจากับบริษัท โททาลฯ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการแหล่งก๊าซยานาดา ขอเลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงแท่นผลิตออกไปเป็นเที่ยงวันของวันที่ 5 เมษายน 2556 ได้ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากจะทำให้ปริมาณสำรองพร้อมใช้งานจริงขึ้นมาอยู่ในระดับ 700 เมกะวัตต์ เนื่องจากประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะลดลงมาอยู่ระดับ 2.63 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ก็ยังถือเป็นความเสี่ยงอยู่ เพราะหากจะให้มีความมั่นคงแล้วปริมาณสำรองพร้อมจ่ายจริงไม่ควรจะต่ำกว่า 1 พันเมกะวัตต์
    อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทกระทรวงพลังงานได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการที่ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท ไทยอาซาฮี จำกัด บริษัท ทีพีไอโพลิน จำกัด (มหาชน) และโรงงานปูนซีเมนต์ของบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด(มหาชน) 2 แห่ง ลดกำลังการผลิตเพื่อให้ใช้ไฟฟ้าน้อยลง เนื่องจากเป็นโรงงานที่คิดอัตราค่าไฟฟ้าแบบ Interruptible Rate หรือเป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าทั่วไป ภายใต้เงื่อนไขที่จะสามารถหยุดจ่ายไฟฟ้าได้ทันที่ หากมีกรณีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ประมาณ 56 เมกะวัตต์ จากปกติใช้อยู่ประมาณ 100 เมกะวัตต์
-+++ไม่การันตีกทม.-ภาคใต้ไฟตก
    วิกฤติพลังงานครั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า จะไม่เกิดไฟฟ้าดับหรือไฟฟ้าตกในบางพื้นที่ได้ เนื่องจากแรงดันไม่เพียงพอ โดยพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาไฟฟ้าตกได้ คือ กรุงเทพฯทุกเขต และพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากต้องส่งไฟฟ้าจากภาคอื่นเข้าไปเสริม ซึ่งมีระยะทางไกลขึ้น และระบบส่งไฟฟ้าอาจแรงดันต่ำ
    โดยได้ให้กฟผ. จะประสานกับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ให้ช่วยปรับอุปกรณ์เพื่อยกระดับแรงดันไฟฟ้าตามสถานีต่างๆ เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้ามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยปัจจุบันพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและภาคใต้ยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกรุงเทพฯมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเกือบ 1 หมื่นเมกะวัตต์ ขณะที่มีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพระนครเหนือและพระนครใต้ ประมาณ 4 พันเมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นการรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในภาคตะวันตก
    ส่วนพื้นที่ภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 2.5 พันเมกะวัตต์ แต่มีกำลังผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 2 พันเมกะวัตต์ต่อวัน และต้องรับไฟฟ้าจากภาคกลางและภาคอีสานเข้ามาช่วยเสริม
    ดังนั้น ในช่วงวันที่ 5 เมษายนนี้ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ช่วยลดการใช้ไฟฟ้า เพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าช่วงพีกที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่าย โดยในวันที่ 1 มีนาคมนี้ จะมีการเริ่มออกแคมเปญรณรงค์การประหยัดไฟฟ้าแบบถาวร และเตรียมจัดซ้อมแผนวิกฤติรับมือในวันที่ 13 มีนาคมนี้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือที่ดีแล้ว น่าจะฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้เหมือนกับปีก่อนๆที่ผ่านมา
    ทั้งนี้ หากผ่านพ้นวันที่ 5 เมษายนไปแล้ว วิกฤติด้านพลังงาน น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปริมาณสำรองไฟฟ้าพร้อมใช้งานจริงในวันที่ 6 เมษายน จะเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 1.5 พันเมกะวัตต์ วันที่ 7 เมษายนจะเพิ่มเป็นกว่า 3 พันเมกะวัตต์ เนื่องจากเป็นวันหยุดและโรงงานเริ่มทยอยหยุดงาน และเมื่อเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปริมาณสำรองก็จะมีมากกว่า 1 พันเมกะวัตต์ จากการใช้ไฟฟ้าที่ต่ำลง
+++กระทบค่าเอฟทีแค่0.48สตางค์
    สำหรับต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้น้ำมันเตาและดีเซล เข้ามาผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าอัตโนมัติผันแปร(เอฟที) ประมาณ 2.2 สตางค์ต่อหน่วย แต่ที่ผ่านมาคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้พิจารณาปรับเพิ่มในค่าเอฟทีงวดปัจจุบันไปแล้ว 1.7 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้น จะมีกระทบต่อค่าเอฟทีแค่ 0.48 สตางค์ต่อหน่วย โดยคาดว่าจะมีผลต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนในงวดเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่   24 - 27  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 

Read : 874 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*