Home ลงทุน-อุตฯ การค้า-ส่งออก ไทยยังครองแชมป์ทูน่าโลก

ไทยยังครองแชมป์ทูน่าโลก

พิมพ์
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 

ในกลุ่มสินค้าประมงที่ไทยครองแชมป์ ผู้ผลิตและส่งออกอันดับหนึ่งของโลก นอกจากสินค้ากุ้งแล้ว ทูน่ากระป๋องถือเป็นอีกหนึ่งโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทยที่ครองเบอร์หนึ่งของโลกมาเป็นเวลายาวนาน

ดร.ชนินทร์  ชลิศราพงศ์ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์    อนาคตอุตสาหกรรมทูน่าของไทยนับจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร จะมีปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ตกบัลลังก์หรือไม่ "ฐานเศรษฐกิจ"สัมภาษณ์ "ดร.ชนินทร์  ชลิศราพงศ์" อุปนายก และประธานกลุ่มผู้ผลิตปลาทูน่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เพื่อฉายภาพปัจจุบัน และอนาคตของอุตสาหกรรมทูน่าที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละเกือบ 1 แสนล้านบาท
+++ส่งออกปริมาณลด-มูลค่าพุ่ง
    ปัจจุบัน สินค้าปลาทูน่ากระป๋อง และผลิตภัณฑ์ของไทย สามารถผลิตและส่งออกไปยังกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีฐานตลาดใหญ่สุด และครอบคลุมตลาดทั่วโลกมากที่สุดของไทย สืบเนื่องจากเป็นสินค้าอาหารจำเป็น ยิ่งในยามวิกฤติเศรษฐกิจโลกยิ่งขายดี สำหรับในปี 2555 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากทูน่าปริมาณรวม 6.30 แสนตัน แยกเป็นปลาทูน่ากระป๋องปริมาณ 5.59 แสนตัน และอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากปลาทูน่า 7.05 หมื่นตัน เทียบกับปี 2554 ขยายตัว -3% และ 2% ตามลำดับ
    ส่วนแง่มูลค่าการส่งออกทั้งสองผลิตภัณฑ์มีมูลค่าการส่งออกรวม 8.84 หมื่นล้านบาท แยกเป็นผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋อง 8.25 หมื่นล้านบาท และอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากทูน่าอีก 6.86 พันล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ในอัตรา 19 และ 23%  ตามลำดับ ซึ่งมูลค่าส่งออกที่ขยายตัวสูงเป็นผลจากวัตถุดิบปลาทูน่าราคาแพง ทำให้ต้องผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเพิ่มส่วนผสมต่างๆ เพื่อใช้ปลาน้อยลง
    "ถ้าดูในแง่มูลค่าแล้วก็น่าพอใจ แม้แง่ปริมาณส่งออกจะลดลง เนื่องจากวัตถุดิบปลาทูน่าที่จับได้มีน้อย และมีราคาแพงโดยปีที่แล้วราคาวัตถุดิบปลาทูน่าเฉลี่ยที่ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และสูงสุดที่ 2,370 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันซึ่งเป็นไปตามดีมานด์-ซัพพลายที่แต่ละปีการจับทูน่าโลกจำกัดไว้ที่ 4 ล้านตัน ซึ่งในปีนี้ราคาปลาทูน่าเฉลี่ยทั้งปีคาดไม่น่าต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน"
+++โตต่อเนื่อง 200 ตลาดลดเสี่ยง
    สำหรับในปี 2556 ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าแง่มูลค่าขยายตัว 5-10%  ส่วนด้านปริมาณส่งออกทูน่ากระป๋องคาดจะส่งออกได้ประมาณ 5.6-5.8 แสนตัน และอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากทูน่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นตัน โดยตลาดหลักคือสหรัฐอเมริกา (ทูน่าไทยมีส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯมากกว่า 50%) ถือมีความอิ่มตัวระดับหนึ่ง แต่คงเพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่มาก
    ส่วนตลาดยุโรป (ส่วนแบ่งตลาด 10%)แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจแต่การบริโภคก็ไม่ได้ลดลง ตลาดญี่ปุ่นและออสเตรเลีย (ไทยมีส่วนแบ่งทั้งสองตลาดมากกว่า 80%) ยังรักษาระดับได้ดี ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพสูง ภาษีนำเข้าต่ำ 0.5% จะยังขยายตัวได้ดี รวมถึงตลาดหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกน่าจะยังไปได้ดี ขณะตลาดเมอร์โคซูร์หรือกลุ่มลาตินอเมริกา (ประกอบด้วยอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย เวเนซุเอลา) การนำเข้าอาจชะลอตัวลงจากที่กลุ่มนี้ได้มีการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าทูน่าประป๋องจาก 16 เป็น 35% หลังมีปัญหาขาดดุลการชำระเงิน
    "แม้บางตลาดจะมีปัญหา แต่จากฐานการตลาดทูน่ากระป๋องของไทยที่มีมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมาก ถ้ามีปัญหาประเทศหนึ่งก็ยังอยู่ได้ เราไม่กลัวขายไม่ได้ แต่ขายแล้วต้องได้กำไร ซึ่งในส่วนตลาดยุโรปที่มีปัญหาเศรษฐกิจ และเราต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึง 24% แต่ก็ยังแข่งขันได้ หากการเจรจาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทย-สหภาพยุโรปสามารถสรุปผลและมีผลบังคับใช้ใน 2 ปีนับจากนี้ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งได้อีกมาเพราะภาษีจะเป็น 0% โอกาสที่เราจะนำเข้าปลาทูน่าเพื่อผลิตส่งออกกลับไปที่ 8 แสนตันก็มีความเป็นไปได้สูง"
+++คู่แข่งยังห่างชั้นหลายขุม
    ในเวทีโลก ณ วันนี้ ประเทศสเปนถือเป็นผู้ผลิตและส่งออกอันดับ 2 รองจากไทย ในแง่ผลิตปีหนึ่งประมาณ 3 แสนกว่าตัน เน้นการทำตลาดยุโรปสัดส่วนกว่า 80% ดังนั้นจึงแข่งขันกับไทยเฉพาะตลาดยุโรปเท่านั้น ไม่ได้แข่งกับเราในตลาดอื่น อันดับ3 เป็นเอกวาดอร์ เน้นส่งออกยุโรปกับอเมริกากลางเท่านั้น อันดับ 4 เป็นฟิลิปปินส์ แต่ผลผลิตยังห่างจากไทยมาก เทียบแล้วคิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% ที่ไทยผลิต ไม่น่าห่วงในการแข่งขัน
+++ทูน่าไทยในมือ10กลุ่มบริษัท
    ขณะที่ภาพรวมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปลาทูน่าของไทย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการประมาณ 10 กลุ่มบริษัท โดย 5 อันดับแรกประกอบด้วยกลุ่มไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่นโปรดักส์ (ทียูเอฟ) กลุ่มซีแวลู กลุ่มโชติวัฒน์ฯ กลุ่มคิงส์ฟิชเชอร์ และกลุ่มพัทยาฟู้ด ในจำนวนนี้กลุ่มไทยยูเนี่ยนและซีแวลูมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 2 ใน 3 ของอุตสาหกรรมในภาพรวม
    "จุดเด่นของบริษัทผู้ผลิตและส่งออกทูน่าของไทยคือ มีความร่วมมือกัน ไม่ขายตัดราคา หรือดัมพ์ราคากันเองเสมือนหนึ่งเป็นบริษัทเดียวคือเป็นบริษัทประเทศไทย ที่ผ่านมาสมาคมเป็นตัวกลางช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรค ทำให้ทุกบริษัทได้ประโยชน์ เท่าที่ทราบปีที่แล้วทุกบริษัทมีกำไร ยังมั่นใจว่าในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าอุตสาหกรรมทูน่าไทยของไทยจะยังเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ทั้งในเรื่องการผลิต เรื่องการตลาด รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบ"
    ทั้งนี้ไทยไม่มีความจำเป็นต้องไปลงทุนตั้งฐานผลิตทูน่าในต่างประเทศ  แต่อาจจะไปซื้อกิจการเพื่อให้ได้แบรนด์สินค้ามากกว่า เพราะอย่างไรไทยยังถือเป็นโปรดักชันเบสต์ หรือฐานผลิตที่ดีที่สุด เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบทั้งจากแหล่งมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งคิดเป็น 70% ของแหล่งวัตถุดิบทูน่าโลก และในแง่ภูมิศาสตร์ที่ตั้งไทยสามารถส่งออกไปได้ทั่วโลก 
+++อุปสรรคใช่ว่าไม่มี
    อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมทูน่าของไทยใช่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะยังมีปัญหาอุปสรรคทั้งถูกกีดกันจากประเทศคู่ค้าจากมาตรการทางด้านภาษี และไม่ใช่ภาษี(เอ็นทีบี) แต่อีกแง่มุมหนึ่งถือเป็นโอกาสหากไทยสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบคู่ค้าได้ ซึ่งขณะนี้อุปสรรคสำคัญนอกจากยังมีปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาสูงแล้ว ยังมีปัญหาที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ IUU Fishing ของสหภาพยุโรป ปัญหาวิธีการตรวจสอบสินค้าทูน่ากระป๋องของสหภาพยุโรป ปัญหาการปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยอาหาร HACCP version ใหม่ของ USFDA ซึ่งทุกปัญหาที่กล่าวมาทางสมาคมได้ร่วมมือกับกรมประมงในการแก้ไข และได้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่   24 - 27  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 

Read : 2147 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*