ในวันที่ 11 มีนาคม 2556 มูลนิธิเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Foundation) และมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (United Nations University) ร่วมกับหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ประกอบไปด้วย
คณะเศรษฐศาสตร์ ศูนย์ยุโรปศึกษา และหลักสูตรสหสาขาบัณฑิตศึกษายุโรปศึกษา ร่วมกันจัดงานเปิดตัวรายงานมองอนาคตจาก ASEM OUTLOOK REPORT 2012 ทั้งนี้รายงานดังกล่าวจะถูกเปิดตัวในสัปดาห์หน้าที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ประกอบด้วยเนื้อหา 2 เล่ม รวมกันเกือบ 400 หน้า ทั้งนี้จะนำบางส่วนมานำเสนอเป็นข้อสรุปสั้นๆ สำหรับสัปดาห์นี้
ในการวิเคราะห์อนาคตนั้นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของโลกในทิศทางใด โครงสร้างสถาปัตยกรรมของโครงสร้างความสัมพันธ์ของโลกถูกแบ่งออกมาได้ 3 แนวโน้มด้วยกัน คือ
(1) Grey Paradise ซึ่งหมายถึงสภาวะที่โครงสร้างทางการเมืองของโลกมีความเข้มแข็ง มีการจัดการการกระจายทรัพยากรที่ดี แต่มีระบบเศรษฐกิจมีการควบคุมโดยผู้มีอำนาจ เช่น รัฐ แต่การควบคุมดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ของคนที่ต้องการอิสระมากนัก ทำให้อาจจะเกิดปัญหาทางด้านประสิทธิภาพของแรงงานและปัญหาทางสังคมที่เกิดจากความร่วมมือของประชาชน
(2) MosaInc เป็นสภาวะที่เกิดจากความอ่อนแอของภาคการเมือง ทำให้ภาคเอกชนและกลไกตลาดมีบทบาทมาก ทำให้กลไกการแทรกแซงโดยนโยบายของภาครัฐทำได้น้อยมาก อีกทั้งสินค้าและบริการสาธารณะถูกนำออกมาขายหรือที่เรารู้จักกันดี คือ Privatisation และทรัพยากรถูกนำออกมาขายอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดความไม่เสมอภาคในระบบเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศมากขึ้น ในทิศทางเช่นนี้หากเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือโรคระบาดเกิดขึ้นแล้ว ภาครัฐจะไม่สามารถเข้ามาจัดการได้เพราะงบประมาณมีจำกัด สังคมจะอยู่ได้โดยต้องมีภาคเอกชนที่มีความเข้มแข็ง และต้องมีจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานอิสระช่วยภาครัฐ
(3) GloCalBlocs หมายถึง มีการบูรณาการเชื่อมโยงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ดังเช่น เอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และแอฟริกา มีการให้ความสำคัญแก่การบูรณาการของเศรษฐกิจในภูมิภาคมากขึ้น ทรัพยากรนั้นถูกนำมาใช้เพื่อการพัฒนาภูมิภาคของตัวเอง ทำให้ยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคมากขึ้น เกิดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่หายาก ที่สำคัญคือ อาหารจะกลายเป็นปัจจัยหลักในการต่อสู้และแย่งชิงกัน
รายงานดังกล่าวเป็นการมองอนาคตไปไกลอีก 20 – 30 ปีข้างหน้าหรือไกลกว่านั้น ทั้งนี้มีการให้น้ำหนักเป็นพิเศษกับ 4 กรณีศึกษาที่สำคัญ คือ (1) การจัดการความขัดแย้งและความมั่นคงนานาชาติ (2) การบูรณาการทางด้านเศรษฐกิจ และการเงิน (3) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่รวมถึงน้ำสะอาด พลังงาน และอาหาร เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ และ (4) การจัดการระบบสุขภาพและโรคระบาดทั่วไป
ความท้าทายที่สำคัญของโลกในอนาคตยังแบ่งออกมาอีก 6 ด้านด้วยกัน คือ ทางด้านสังคม (ความแตกต่างของโลกที่เกิดมาจากแนวโน้มของโครงสร้างประชากร การเติบโตของเมือง ปัญหาจากโรคและความเสี่ยงที่เกิดจากการระบาดของโรค) ทางด้านเทคโนโลยี (ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว) ทางด้านเศรษฐกิจ (ความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจเติบโตได้ตลอดหรือไม่ ชาติหรือภูมิภาคใดเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในอนาคต และการแข่งขันแก่งแย่งทรัพยากรธรรมชาติ) ทางด้านสิ่งแวดล้อม (การลดลงของทรัพยากรธรรมชาติอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วิกฤติของภูมิอากาศ และการเพิ่มขึ้นของมลพิษที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม) ทางด้านการเมือง (กฎระเบียบกติกาของโลกทางด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการปัญหาที่ก่อให้เกิดความแตกแยกจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงของชาติในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่ทางการทหาร และบทบาทของชาติเกิดใหม่) และทางด้านคุณค่า (ความเชื่อและการจัดลำดับความสำคัญของการจัดการ)
ข้อเสนอแนะที่สรุปได้พอสังเขปจากการศึกษาพบว่า ต้องให้มีการสื่อสารโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างทางเอเชียและยุโรป เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วต่อเหตุการณ์ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต้องสอดคล้องกับสิทธิมนุษยชน นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นต้องมีความรอบคอบและให้คนเป็นศูนย์กลาง เพื่อการพัฒนาของภูมิภาคหรือประเทศที่เกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างยุโรปและเอเชียต้องมีความใกล้ชิดมากขึ้น การทำงานของภาครัฐต้องคำนึงถึงความมีส่วนรวมของภาคเอกชนต่างๆ การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติต้องมีความร่วมมือกันในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีประเด็นปลีกย่อยทางด้านความมั่นคงอีกหลายประการ
หากผู้ใดสนใจกลไกความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและเอเชียก็ขอเชิญชวนให้เข้าร่วมงานในวันที่ 1 มีนาคมนี้ครับ และลองคิดเผื่อประเทศไทยด้วยว่าควรมีท่าทีอย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




