หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home การตลาด คอลัมน์ : การตลาด Marketing เปิดยุทธศาสตร์ 'พรานทะเล' ปี56

เปิดยุทธศาสตร์ 'พรานทะเล' ปี56

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

พรานทะเล เดินหน้าอัดแผนตลาด 4 กลุ่มธุรกิจอาหาร เพิ่มเมนูใหม่/ ขยายสาขาฟูดคอร์ต/ ชูจุดขายผู้นำกลุ่ม รีดดี้ ทู คุก และรีดดี้ ทู อีท พร้อมลุยสร้างตลาดเจาะวัยรุ่นในโลกออนไลน์เพิ่ม ด้านปัญหาต้นทุนแย้มรอดูสถานการณ์ 4 เดือน วัดผลจะมีการปรับขึ้นราคาหรือไม่หลังปัจจุบันยืนราคาคงที่

อนุรัตน์ โค้วคาสัยอนุรัตน์ โค้วคาสัย     นายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้นำนวัตกรรมตลาดอาหารทะเลแช่แข็ง ภายใต้แบรนด์พรานทะเล และพรานไพร เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า แนวโน้มกลุ่มอาหารโฟรเซนฟูดในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย ซึ่งคาดการณ์ว่าการเติบโตโดยรวมของตลาดในปีนี้จะอยู่ที่ 15%ใกล้เคียงกับตลาดรวมในปีที่ผ่านมาที่ตลาดเติบโต 10-15% โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารพร้อมปรุง (รีดดี้ ทู คุก) และ อาหารพร้อมรับประทาน (รีดดี้ ทู อีท) ที่มีแน้วโน้มเติบโตมากที่สุด เนื่องจากสามารถตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
    "ตลาดอาหารแช่แข็งมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา สมัยที่อาหารแช่แข็งเข้ามาทำตลาดในบ้านเราใหม่ๆ มีผู้บริโภคที่รู้จักคำว่า โฟรเซนฟูดเพียงแค่ 3% แต่ปัจจุบันการรับรู้และการเข้าถึงผู้บริโภคนั้นมีเพิ่มขึ้นถึง 70% ทำให้บริษัทหันมาทำตลาดและสร้างกลยุทธ์เพื่อรองรับความต้องการตรงนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแช่แข็งประเภทข้าวต้ม ทั้งพรานทะล และพรานไพร ที่บริษัทเป็นผู้นำในตลาดขณะนี้"
    ทั้งนี้กลยุทธ์การตลาด บริษัทจะเน้นสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์เพื่อเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น ผ่านการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 15 ล้านบาท เพื่อสร้างประสบการณ์โดยตรงไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะโฟกัสไปยังโดยแบ่งการทำตลาดออกเป็น 4 กลุ่มตามสินค้าในเครือที่มีเพื่อให้เติบโตควบคู่กันไปในทุกกลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มอาหารพร้อมปรุง ที่ทำมาจากเนื้อปลา กุ้ง ปลาหมึก ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำในตลาดปัจจุบัน และมีสัดส่วนยอดขายทั้งสิ้น 30% จากยอดขายทั้งหมดของบริษัท ด้วยการเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่แซลมอนรมควันในเดือนเมษายนนี้ หลังจากที่เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ขึ้นรูปจากเนื้อปลา ไปเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาและได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค
      2.กลุ่มสินค้าพร้อมรับประทาน ซึ่งถือเป็นส่วนสินค้าหลักที่ทำรายได้ให้บริษัทมากถึง 35% และครองส่วนแบ่งทางการตลาด 95% เป็นผู้นำในปัจจุบัน โดยจะเน้นการทำตลาดด้วยการเปิดตัวเมนูใหม่ๆ ซึ่งจะประเดิมด้วยการเปิดตัวข้าวต้มรสแซ่บใหม่ทั้ง 3 ตัว ในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ จากเดิมที่บริษัทมีอยู่แล้วทั้งสิ้น 11 รสชาติ โดยคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปีบริษัทจะทยอยเปิดตัวสินค้า 2 กลุ่มดังกล่าวทั้งสิ้นราว 30 รายการ
    3.กลุ่มฟูดคอร์ต ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ 10% โดยมี 2 แบรนด์คือ ฟูดคอร์ตพรานทะเล เมนูอาหารจะเป็นอาหารทะเล และฟูดคอร์ตพรานไพรมีรายการอาหารเป็นหมู , ไก่ และผัก ทั้งสิ้นจำนวน 99 สาขา โดยปีนี้มีแผนจะขยายสาขาในโมเดิร์นเทรด เพิ่มอีก 25 สาขาในปีนี้
    4.กลุ่มของซูชิ วางจำหน่ายในโลตัว บิ๊กซี ท็อปส์ และเดอะ มอลล์ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มนี้ทั้งสิ้น 25% จากรายได้ทั้งหมด โดยจะเน้นการทำตลาดตามเทศกาลเป็นหลัก ผ่านเมนูที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น เทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน วาเลนไทน์ เป็นต้น
     บริษัทยังได้เตรียมรุกตลาดเข้าไปในช่องทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก เพิ่มเติม โดยเฉพาะการเปิดตัวกิจกรรมเพื่อให้เข้าถึงและขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น ด้วยรูปแบบการนำเสนอเมนูอาหารที่หลากหลายผ่านการยูทูบ โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มต้นกิจกรรมดังกล่าวได้ในไตรมาสที่ 3/2556 นี้
     "เป้าหมายสำหรับการทำกิจกรรมในโลกออนไลน์ของเราคือ การเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดกระแสการบอกต่อ (ปากต่อปาก) โดยมีเป้าหมายคือสามารถสร้างยอดวิวหรือการกดไลก์ 5 หมื่นราย จาก 1 ล้านรายที่มีการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว"
     นายอนุรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัญหาผลกระทบเรื่องปัญหาต้นทุนทั้งจากค่าแรง ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนโดยภาพรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นมาที่ 4-5% เบื้องต้น บริษัทได้เตรียมแผนรับมือกับปัญหาดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ด้วยการปรับปรุงต้นทุนการผลิต ตั้งแต่เรื่องของการลดแพ็กเกจจิ้ง มาเป็นการใช้พลาสติกแทนกล่องในการบรรจุข้าวต้ม ซึ่งสามารถลดต้นทุนลงมาได้ 3 บาทต่อชิ้น รวมถึงการปรับไลน์การผลิตให้มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับการผลิตได้มากขึ้น
    นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า สำหรับการปรับราคาสินค้าตอนนี้บริษัทยังไม่มีแผนแต่อย่างใด เบื้องต้นยังคงเป็นการยืนราคาขายเดิมไว้อยู่ ซึ่งคงต้องรอดูสถานการณ์อีก 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) เพื่อดูสถานการณ์ของทางโรงงาน ซัพพลายเออร์เจ้าต่างๆ ทั้งในส่วนของพลาสติก วัตถุดิบต่างๆ ว่ามีการปรับขึ้นราคาหรือไม่ ซึ่งหากมีการปรับขึ้นราคา บริษัทจึงจะพิจารณาเรื่องการขึ้นราคาสินค้าอีกทอดหนึ่ง
    ขณะที่ปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว ยอมรับว่าขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกบ้างเล็กน้อย ทำให้บริษัทแม่คือ บริษัท ยูเนี่ยน โฟรเซ่น จำกัด ที่เป็นบริษัทส่งออก 100% ต้องหันมาบริหารจัดการ ด้วยการสั่งสินค้าล่วงหน้าเพื่อเป็นการลดความเสี่ยง อีกทั้งยังมีการปรับราคากับคู่ค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นราว 3.5%
     "เงินบาทแข็งตัวส่งผลกระทบต่อการส่งออกพอสมควร ทำให้เราต้องมีการอัพเดตอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในส่วนของประเทศไทยลูกค้าสามารถปรับตัวได้ง่ายกว่าในประเทศญี่ปุ่น ที่กำลังประสบปัญหาค่าเงินเยนแข็งตัวอย่างรวดเร็วในขณะนี้"
     โดยเป้าหมายรายได้ในปีนี้เฉพาะส่วนของบริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้งฯ คาดการณ์ว่าจะสามารถปิดรายได้ที่กว่า 1.35 พันล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่บริษัทมีรายได้ 1.15 พันล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่   24 - 27  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 

Read : 1429 times

jL Poll Module1

รับจำนำข้าวปีแรกตัวเลขทางการขาดทุน1.36 แสนล. ทำอย่างไรต่อดี



 

Poll (2)

ครบครึ่งปีท่านให้คะแนนรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจเป็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*
เตาแก๊ส ขายเตาแก๊ส