เบบี้มายด์ ชูกลยุทธ์ Brand Engagement ดึงผู้บริโภคมีประสบการณ์ร่วม หนีสงครามการแข่งขันตลาดของใช้สำหรับเด็ก หวังใช้ความแตกต่างดันยอดขาย 2 พันล้าน ล่าสุดเทงบ 50 ล้าน จัดแคมเปญ "ดับเบิ้ล แฮปปี้ ดับเบิ้ล เนเชอรัล สกิน อิน เจแปน"
นางสาวต้องหทัย กุวานนท์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล บริษัท โอสถสภา จำกัด เปิดเผยถึงกลยุทธ์การทำตลาดผลิตภัณฑ์เบบี้มายด์ในปีนี้ว่า ยังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การสร้างให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ หรือ Brand Engagement เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันของตลาดผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็กและครอบครัวนั้น ต่างก็มีกลยุทธ์ที่ใช้เหมือนกัน อาทิ การใช้กลยุทธ์ราคา การออกสินค้าใหม่ การส่งเสริมการขาย และการโฆษณา เป็นต้น แบรนด์เบบี้มายด์จึงเน้นการสร้างกิจกรรมให้ผู้บริโภคได้เข้ามาร่วมมีประสบการณ์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง
นางสาวต้องหทัย กล่าวว่า สำหรับยอดขายของผลิตภัณฑ์เบบี้มายด์ในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 2 พันล้านบาท มาจากกลุ่มแป้ง สัดส่วน 40% ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล 35% และของใช้ภายในบ้าน 25% ซึ่งยอดขายปีนี้มีการเติบโตจากปีที่ผ่านมา 10% ซึ่งมีอัตราการเติบโตมากกว่าตลาดรวมผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลสำหรับเด็กที่เติบโตในอัตรา 5% โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์เบบี้มายด์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากเป็นอันดับ 1 ได้แก่ สบู่เหลว และโฮมแคร์ ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ยังคงเป็นรองผู้นำตลาด ซึ่งเป้าหมายสำคัญของบริษัทต้องการสร้างแบรนด์ให้ทุกผลิตภัณฑ์เป็นผู้นำตลาด
ล่าสุดบริษัทได้ทุ่มงบประมาณ 50 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญชิงโชคดับเบิ้ล แฮปปี้ ดับเบิ้ล เนเชอรัล สกิน อิน เจแปน เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับความรู้ด้านผิวพรรณ และสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์เบบี้มายด์ เป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น รวมถึงบริษัทมีแผนที่จะขยายไลน์สินค้าให้ครอบคลุมทุกตลาดมากขึ้น ทั้งแป้ง โลชัน สบู่เหลว เพื่อขยายลูกค้าได้กว้างมากขึ้น นอกเหนือจากกลุ่มทารก เด็กและแม่ บริษัทต้องการเจาะกลุ่มผู้หญิงทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ด้วย
"แคมเปญที่จัดขึ้นครั้งนี้เป็นการสื่อสารการตลาดต่อเนื่องจากการทำตลาดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะไม่ได้เน้นในด้านยอดขายสินค้าเป็นหลัก แต่ต้องการสร้างแบรนด์ให้เติบโตต่อเนื่อง เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเด็กและครอบครัว ความสำเร็จของแบรนด์จึงมาจากการสร้างประสบการณ์ร่วม การสร้างคุณค่าทางใจ และการสร้างกิจกรรมให้ผู้บริโภคมาสัมผัส ซึ่งจะไม่เน้นการแข่งขันด้านราคาสินค้า และบริษัทยังไม่มีนโยบายการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่จะใช้การสื่อสารการตลาดแทน" นางสาวต้องหทัย กล่าวในตอนท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




