15 กันยายน 2556 สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ แคท หรือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ให้ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และ บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด สิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทาน
เนื่องจากพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 47 และ มาตรา 305 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เมื่อคลื่นความถี่ที่ให้สัญญาสัมปทานหมดอายุลงสิทธิการใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวให้ส่งกลับคืน กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เพื่อนำออกมาประมูลใหม่
หากแต่ประเด็นเรื่องการคืนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ระหว่าง กสทช. และ แคท อยู่ระหว่างยื้อคลื่นความถี่ระหว่างกันซึ่ง แคท ต้องการรักษาสิทธิ์ฐานลูกค้า 17 ล้านรายเช่นเดียวกัน
ขณะที่ กสทช.ได้เตรียมแผนรับมือการนำคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ได้มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่วิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าร์ DIGITAL PCN (PERSONL COMMUNICATION NETWORK) กำหนดมาตรการรองรับไว้แล้วเช่นเดียวกันซึ่งมีการประชุมทั้งหมด 7 ครั้งในรอบปี 2555 และในปี 2556 อีกจำนวน 2 ครั้ง โดยประชุมผู้ผลิตอุปกรณ์ 2 ราย และ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย
*** ประเด็นเร่งด่วน
สำหรับคณะอนุกรรมการ ได้ทำการร่างบทสรุปผู้บริหารต้องศึกษาด้วยกัน 2 ประเด็น คือ 1.การบริหารจัดการคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ภายใต้สัญญาสัมปทานที่หมดอายุ และ 2.การกำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้ประเด็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือ การศึกษาและเตรียมความพร้อมในการประมูลคลื่นความถี่นั้นต้องดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การประมูลคลื่นความถี่ การกำหนดวิธีการและรูปแบบคลื่นความถี่
***ชี้ลูกค้าเติมเงินได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการ DIGITAL PCN ได้วิเคราะห์ถึงบทสรุปการสิ้นสุดอายุสัญญาร่วมการงานในปี 2556 ว่า ส่งผลให้ผู้ใช้บริการ 17.84 ล้านรายอาจได้รับผลกระทบการหยุดให้บริการตามสัญญาร่วมการงาน โดยแบ่งเป็นผู้ใช้บริการประเภทบัตรเติมเงิน หรือ พรี-เพด จำนวน 17.02 ล้านราย ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการของ ทรูมูฟ ทั้งหมด (หมายเหตุ: ผู้ใช้บริการอาจจะมีผลกระทบไม่ถึง เพราะผู้ใช้บริการบางรายอาจไปใช้ระบบ 3 จี) และ ประเภทแบบจ่ายรายเดือน หรือ โพสต์เพด จำนวน 0.82 ล้านราย
นอกจากนี้แล้วในบทสรุปของคณะอนุกรรมการ ยังสรุปด้วยว่า การดำเนินการประชาสัมพันธ์ของผู้ให้บริการยังไม่แจ้งข้อมูลการสิ้นสุดสัญญาได้โดยชัดเจน เนื่องจาก ผู้ให้บริการยังไม่ทราบความชัดเจนด้านนโยบายของ กสทช. และ แคท เกี่ยวกับการดำเนินการภายหลังสิ้นสุดสัญญา
ขณะที่การโอนย้ายเลขหมายในปัจจุบันปรากฏว่า การโอนย้ายเลขหมายในปัจจุบันของ ทรูมูฟ ในปี 2555 พบว่าการโอนย้ายเลขหมายติดลบ คือ 201,662 เลขหมาย ผู้ใช้บริการของ ทรูมูฟ มีการโอนย้าย (Port-Out) มากกว่าการโอนย้ายเข้า (Port-in)
อย่างไรก็ตามบริษัท ศูนย์ให้บริการคงสิทธิ์เลขหมาย จำกัด หรือ CLH สามารถรองรับความจุเลขหมายได้ 40,000 เลขหมายต่อวัน และ ระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการแต่ละรายยังมีข้อจำกัดให้สิทธิ์บริการคงสิทธิ์เลขหมาย 13,460 เลขหมายต่อวัน เนื่องจากมีผู้ใช้บริการต้องการใช้ 17 ล้านเลขหมายต้องมีการโอนย้ายเลขหมายก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ดังนั้นการขยายขีดความสามารถของการย้ายเลขหมายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
*** กำหนดมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการ
อย่างไรก็ตามในขณะนี้ กสทช. ได้ร่างแผนกำหนดในการเตรียมรับมือการหมดอายุสัญญาสัมปทานของ แคท ไว้แล้ว โดยในเรื่องของแผนมาตรการเยียวยาเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการและลดผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยหลักเกณฑ์การโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Number Portability) ต้องขยายขีดความสามารถให้เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ให้คุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทบัตรเติมเงิน หรือ Pre-paid เพราะฐานลูกค้ากลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะจำนวนผู้ใช้บริการ หรือ การไม่ได้รับการคุ้มครองเรื่องเงินที่อยู่ในระบบ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการได้กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเสนอแผนหรือมาตรการเพื่อบริหารจัดการเงินของผู้ใช้บริการประเภทบัตรเติมเงินที่มีอยู่ในระบบก่อนวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทานฯ โดยไม่ให้ผู้ใช้บริการต้องเสียผลประโยชน์
ไม่เพียงเท่านี้กลุ่มผู้ใช้บริการประเภทแบบจ่ายรายเดือน หรือ Post-paid ประสบปัญหาในประเด็นที่ผู้ให้บริการได้ทำสัญญาการให้บริการกับผู้ใช้บริการที่มีลักษณะของสัญญาเกินวันที่ 15 กันยายน 2556 เช่น การให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ใช้บริการในช่วงเวลาภายหลังการสิ้นสุดสัญญาไปแล้ว หรือ การออกโปรโมชันผ่อนชำระเครื่องพร้อมผูกพันกับสัญญาให้บริการ ดังนั้น จึงต้องมีการกำหนดมาตรการเฉพาะเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นรายกรณี
****วาง 3 แนวทางรับมือ
นอกจากนี้คณะอนุกรรมการ ได้มีแนวความคิดในการดำเนินการในด้านอื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ใช้บริการหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานโดยมี 3 แนวทางด้วยกัน คือ แนวทางแรก คือ การดำเนินการโอนย้ายผู้ใช้บริการที่เหลืออยู่ในระบบให้ไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่น เช่น การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 800 เมกะเฮิรตซ์ ของ แคท หรือ การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ของ เอไอเอส หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของผู้ได้รับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย
แนวทางที่สอง คือ การใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ช่วง 1760.5-1785 เมกะเฮิรตซ์ และ 1855.5-1880 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ถูกกำหนดให้เป็นคลื่นความถี่สำรองสำหรับการให้บริการตามสัญญา ระหว่าง แคท และ ดีแทค การดำเนินการดังกล่าวต้องให้คู่สัญญาเป็นผู้จัดทำแผนและแนวทางการดำเนินการต่อไป
และแนวทางที่สาม คือ การกำหนดขยายระยะเวลาให้มีการคืนคลื่นภายหลังวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน เช่น 1 ปี ในการดำเนินการนี้อาจจำเป็นต้องพิจารณาถึงความชอบด้านกฎหมายรองรับด้วยเช่นกัน เช่น การปรับปรุงแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ฉบับปัจจุบันเพื่อให้มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการคืนคลื่นความถี่ หรือ การปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ในการนี้จำเป็นต้องมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องศึกษาและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
และทั้งหมดคือบทสรุปของคณะอนุกรรมการ Digita Pcn ของ กสทช.ที่เตรียมแผนรองรับการสิ้นสุดอายุสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1800 เมกะเฮิรตซ์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




