ซิสโก้ เผยดิจิตอลทีวี ปลุกเม็ดเงินการลงทุนเทคโนโลยีสะพัดกว่า 60,000 ล้านบาท พร้อมเสนอแนวทางการลงทุนระบบบริหารจัดการดิจิตอล ทีวี 3 รูปแบบ หนุนผู้ประกอบการทั้งฟรีทีวี และเคเบิล ทีวี พร้อมแนะวางแผนลงทุนรองรับสมาร์ทโฟน และแท็บเลต
อนุพนธ์ เตจ๊ะวันโน นายอนุพนธ์ เตจ๊ะวันโน ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตอลทีวี บริษัท ซิสโก้ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทีวีไทยจากระบบอะนาล็อกสู่ระบบดิจิตอล ที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการฟรีทีวี และเคเบิล ทีวี โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงข่ายและระบบบริหารจัดการการให้บริหารดิจิตอลทีวี ที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการลงทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท
โดยการลงทุนกลุ่มผู้ประกอบการฟรีทีวีนั้นคาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนรวม 52,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโครงข่ายและระบบบริหารจัดการประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และมีการลงทุนด้านกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ รวม 3.3 หมื่นล้านบาท (โดยคิดจากเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ที่มีราคาเฉลี่ย 1,500 บาท กับจำนวนผู้ชมฟรีทีวี 22 ล้านครัวเรือน) และการลงทุนค่าผลิต บริหารสถานี และเนื้อหา รวม 4.8 พันล้านบาท
ส่วนการลงทุนของกลุ่มผู้ประกอบการเคเบิลทีวีนั้นคาดว่าจะมีเม็ดเงินการลงทุนรวมแบ่งเป็นการลงทุนโครงข่ายและระบบบริหารจัดการประมาณ 1 พันล้านบาท และมีการลงทุนด้านกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ 5.25 พันล้านบาท (โดยคิดจากเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ที่มีราคาเฉลี่ย 1,500 บาท กับจำนวนผู้ชมเคเบิล ทีวี 3.5 ล้านครัวเรือน)
โดยขณะนี้บริษัทได้เสนอรูปแบบการลงทุนเทคโนโลยีบริหารจัดการ และระบบโครงข่าย สำหรับให้บริการดิจิตอลทีวีกับผู้ประกอบการฟรีทีวี และเคเบิลทีวีในไทย 3 รูปแบบ คือ 1.แบบรวมศูนย์ (Centralize) ซึ่งเป็นการลงทุนระบบบริหารจัดการ และควบคุมการส่งสัญญาณจากส่วนกลาง ก่อนส่งต่อสัญญาณไปยังทรานส์มิสชัน 39 แห่งที่มีทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 98% ของประเทศ 2. แบบกระจายศูนย์ (Decentralize) ซึ่งเป็นการลงทุนจัดตั้งศูนย์และระบบบริหารจัดการ และระบบโครงข่าย ตามสถานีทรานส์มิสชัน 39 แห่ง ทั่วประเทศ และ 3. แบบภูมิภาค (Regional) ซึ่งจะเป็นการลดจำนวนการจัดตั้งศูนย์จาก 39 แห่ง ตามสถานีทรานส์มิสชัน เหลือ 8 แห่งตามศูนย์ข่าวภูมิภาค และใช้ศูนย์ 8 แห่ง ส่งสัญญาณไปยังสถานีทรานส์มิสชัน 39 แห่งทั่วประเทศ
ซึ่งการลงทุนแต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยแบบรวมศูนย์ การลงทุนต่ำ และต้นทุนการดำเนินการสูง, แบบกระจายศูนย์ การลงทุนสูง ต้นทุนการดำเนินการสูง และแบบรีจินัล การลงทุนต่ำ ต้นทุนการดำเนินการสูง ซึ่งในการลงทุนการพัฒนาไปสู่ระบบดิจิตอลทีวี นั้นผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงกฎระเบียบของผู้กำกับดูแลคือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำลังจะออกมา และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันผู้บริโภคดูทีวี เฉลี่ยสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง ใช้งานอินเตอร์เน็ตเฉลี่ยสัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง ซึ่งการลงทุนจะต้องวางแผนรองรับการให้บริการดิจิตอลทีวี บนอุปกรณ์อื่นๆ ทั้งสมาร์ทโฟน และแท็บเลต
ทั้งนี้มองว่ารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการไทยในระยะเริ่มต้น ควรเลือกการลงทุนแบบรวมศูนย์ หรือแบบรีจินัล เนื่องจากการลงทุนต่ำ อย่างไรก็ตามท้ายสุดมองว่าผู้ประกอบการจะมีการขยายการลงทุนไปสู่กระจายศูนย์
ขณะนี้ซิสโก้ได้นำเสนอเทคโนโลยี และรูปแบบการลงทุนไปยังผู้ให้บริการทุกราย โดยในฝั่งผู้ให้บริการฟรีทีวีนั้นขณะนี้ช่อง 9 ช่อง 11 ช่อง 5 และ ไทยพีบีเอส ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ขณะที่ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี นั้น ขณะนี้เริ่มมีการรวมกลุ่มในจังหวัด หรือภูมิภาค เพื่อลงทุนปรับเปลี่ยนระบบจากอะนาล็อก ไปเป็นดิจิตอล อาทิ กลุ่มซีซีเอ็น ในชลบุรี
นายอนุพนธ์ กล่าวต่ออีกว่า การเปลี่ยนถ่ายทีวีไทยจากอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอลของไทยจะรวดเร็ว ข้อสังเกตที่เห็นได้คือการเข้ามาอุดหนุนกล่องเซ็ต ท็อป บ็อกซ์ ของผู้กำกับดูแล กับประชาชนจำนวน 22 ครัวเรือน
ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังมีความต้องการรับชมทีวีที่มีจำนวนช่องมากขึ้น และคนไทยชอบของใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลทีวี จะรองรับการนำเสนอเนื้อหาที่มีความละเอียดสูงระดับไฮเดฟฟินิชัน และสามารถนำโซเชียลมีเดียมาผสมผสานกับเนื้อหาที่นำเสนอ เพื่อสื่อสารแบบ 2 ทาง รองรับการใช้งานแบบออนดีมานด์ รวมถึงการให้บริการอินเตอร์เน็ต โดยผู้ให้บริการสามารถวางแผนขยายการให้สู่บริการทริปเปิลเพลย์ การออกอากาศผ่านอุปกรณ์หลากหลายหน้าจอ ทั้ง ทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเลต และสมาร์ทโฟน และแบบมีสาย , ไร้สาย รวมถึงโมบาย นอกจากนี้เม็ดเงินโฆษณาผ่านทีวีปีละ 6 หมื่นล้านบาท ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายเร็วขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




