น.ต.ศิธา ทิวารีการทำงานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ภายใต้การนำทีมของประธานบอร์ดทอท.คนใหม่จะมีทิศทางอย่างไร อ่านได้จากการเปิดใจของ น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท.
++แก้2เรื่องเร่งด่วนอุดเงินรั่วไหล
เรื่องเร่งด่วนที่บอร์ดจะเร่งสะสาง มี 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การติดตั้งระบบเชื่อมข้อมูลยอดขาย ณ จุดจำหน่ายร้านค้าปลอดภาษีของคิงเพาเวอร์ใน 6 สนามบินของ ทอท. เพื่อประเมินส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งคาดว่าจะเร่งให้สามารถใช้ระบบได้ภายใน 6-9 เดือน โดยต้องมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การทำระบบ การฝึกพนักงาน ซึ่ง ทอท. เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างระบบ แต่เอกชนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายโดยมีมูลค่าราว 312 ล้านบาท ซึ่งผมจะพยายามทำให้เร็วที่สุดภายใน 6 เดือน แต่หากเร็วกว่านั้นได้ก็ยิ่งดี
ส่วนเรื่องที่สองคือลานจอดรถยนต์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีบริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเม้นท์ จำกัด ประมูลราว 5 ปีแล้ว แต่ในช่วง 2 ปีกว่าระบบยังดำเนินการไม่เสร็จ ซึ่ง ทอท. ก็จะเข้าไปเร่งดำเนินการ ทำอย่างไรก็ได้ให้ปาร์คกิ้งนำระบบที่ถูกต้องเข้าไปติดตั้ง ซึ่งผมมองว่าที่ผ่านมาเงินรั่วไหลแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเข้าไปเร่งแก้ไข คือ การให้บริการของท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งจะต้องจัดหาสะพานเทียบอากาศยานหรืองวงช้างเข้าไปเพิ่ม ซึ่งก็มีการหารือว่าจะซ่อมหรือซื้อใหม่ แต่ผมมีแนวคิดว่าให้นำงวงช้างจากสนามบินดอนเมืองที่ไม่ได้ใช้งานมาปรับปรุงใหม่ โดยหากซื้องวงช้าง 2 ตัวจะเป็นมูลค่าราว 40 ล้านบาท แต่หากนำงวงช้างไปจากสนามบินดอนเมือง จะมีค่าซ่อมและปรับปรุงราว 10 ล้านบาท ส่งผลให้มีการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ราว 30 ล้านบาท
ปัจจุบันสนามบินภูเก็ตมีผู้โดยสารใช้บริการราว 9.5 ล้านคน แต่ภายในปีนี้คาดว่าจะถึง 10 ล้านคน ซึ่งเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขสำหรับสนามบินภูเก็ตคือการจัดหาสะพานเทียบเครื่องบิน และอาคารผู้โดยสารที่ค่อนข้างแออัดมาก ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยแผนระยะยาวจะทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่อีก 1 อาคาร ซึ่งในอนาคตจะใช้อาคารใหม่นี้เป็นอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และอาคารที่ใช้ในปัจจุบันจะเป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ
++มองลุยเฟส3สุวรรณภูมิ
สำหรับสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ราว 45 ล้านคน แต่ขณะนี้เกินขีดความสามารถในการรองรับ ซึ่งก็ต้องเร่งดำเนินการก่อสร้างเฟส 2 ให้พร้อมเปิดบริการได้ในปี 2559 ซึ่งหากสามารถทำตามเวลาได้ ปี 2560 จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคน แต่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2560 จำนวนผู้โดยสารก็จะแตะ 60 ล้านคนพอดี ดังนั้น จึงต้องเตรียมการล่วงหน้าในการรองรับผู้โดยสารและจะต้องเร่งดำเนินการในเฟส 3 ต่อไป เพราะถึงเวลานั้นดอนเมืองก็จะเต็มขีดความสามารถในการรองรับ จำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ดี เพื่อรับโอกาสของการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการสร้างรายได้เข้าประเทศ
ทั้งผมยังมีแผนนำระบบไฟฟ้าแบบ LED เข้ามาใช้ในสนามบิน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าได้ราว 70% โดยรัฐบาลก็มีโครงการนำร่องอยู่แล้ว ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิมีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าราวเดือนละ 70 ล้านบาท ดังนั้น ผมจึงเริ่มให้ทำแผนเลย มอบให้ฝ่ายบริหารไปทำแผนและหารือกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสำหรับการประสานนโยบายนี้
สำหรับเรื่องอื่นๆ ก็จะเร่งปรับปรุงให้ได้มาตรฐานตาม ICAO ซึ่งสายการบินต่างๆ ก็อยากจะมาใช้บริการที่สนามบิน ด้านความหนาแน่นของผู้โดยสารก็ต้องไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งว่าหนาแน่นตรงไหน เช่น เที่ยวบินแน่น หลุมจอดเครื่องบินไม่เพียงพอ ก็จะเข้าไปดูแต่ละในสนามบิน ซึ่งบอร์ดจะทำงานเป็นเอกภาพ และจะเข้าไปตรวจสอบสนามบินต่างๆ ในสัปดาห์หน้าโดยจะประชุมร่วมกับระดับผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป ระดับซี 9-11 และทำเวิร์กช็อปย่อย 6 กลุ่มหลักๆ ในการทำยุทธศาสตร์ขององค์กร
++กำหนดเคพีไอ6 สนามบิน
ส่วนในแง่ของการเพิ่มรายได้ ปัจจุบันทอท. มาจากการบินราว 60% และรายได้จากเชิงพาณิชย์ราว 40% แต่ผมมองว่าร้านค้าในสนามบินมีจำนวนมาก ดังนั้น หากมีการติดตั้งระบบเชื่อมข้อมูลยอดขาย ณ จุดจำหน่ายร้านค้าปลอดภาษีของคิงเพาเวอร์ใน 6 สนามบินของ ทอท. เสร็จสิ้น อาจจะทำให้มีสัดส่วนรายได้ของ ทอท. เปลี่ยนไป โดย ทอท. ควรจะมีสัดส่วนรายได้จากเชิงพาณิชย์มากกว่ารายได้จากการบิน สำหรับเป้าหมายการทำงานภายใต้บอร์ดชุดใหม่ ผมได้กำหนดเคพีไอของแต่ละสนามบินของทอท.เพื่อให้เป็นสนามบินชั้นนำของโลกตามมาตรฐานของสกายแทร็กและ ASQ
ต่อประเด็นที่ว่า การมานั่งเก้าอี้นี้ของตน มีภาพลักษณ์การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ประธานบอร์ดย้ำว่า ทอท. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจก็ต้องมีส่วนของรัฐและเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อผมมานั่งตรงนี้มองว่าทำให้สามารถประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และมีภาพลักษณ์คล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้โครงการหรือขั้นตอนต่างๆ ดำเนินการเร็วขึ้น นับเป็นโอกาสขององค์กรในการดำเนินการ แม้จะมีภาพลักษณ์การเมืองก็ไม่กังวล เพราะผมจะทำภาพลักษณ์ให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่าคนที่มานั่งเป็นประธานบอร์ดจากภาคเอกชน
ทั้งหมดพันธกิจของประธานบอร์ดทอท.คนใหม่กับภารกิจเร่งด่วนที่จะเกิดขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




