แฉเบื้องลึกชนวนปลดฟ้าผ่า"วิฑูรย์ เจียสกุล" ผู้ว่าการกคช. วงในปูดการเมืองรวมหัวบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ใกล้ชิดรัฐบาล บีบซื้อที่ดินการเคหะฯแปลงใหญ่กว่า 500 ไร่ ย่านร่มเกล้าใกล้สถานีร่วมมีนบุรีรถไฟฟ้าสายสีชมพู-สีส้ม เตรียมวางแผนเส้นทางวกเข้าที่แปลงงาม ฟันธง 2-3ปีข้างหน้า ราคาพุ่ง 100 ล้านบาทต่อไร่ เล็งฮุบอีกหลายแปลงทำเลทอง
จากนโยบายรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีแนวคิดให้การเคหะแห่งชาติ(กคช.) ร่วมมือกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) พัฒนาที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้า 10 สาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแต่ในทางกลับกัน หลายฝ่ายมองว่า นโยบายนี้เป็นการเปิดช่องให้กลุ่มทุนใกล้ชิดนักการเมือง เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในกคช. เนื่องจากกคช.มีที่ดินที่มีศักยภาพอยู่หลายแปลง
++เบื้องลึกบีบกคช.ขายที่ร่มเกล้า
แหล่งข่าวจากการเคหะแห่งชาติ (กคช.)เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" โดยกล่าวอ้างว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพม. มีนโยบายให้กคช. ขายที่ดินทำเลร่มเกล้า แปลงว่างเปล่าที่รอการพัฒนาจำนวนกว่า 500 ไร่ ให้กับบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่รายหนึ่งที่ใกล้ชิดนักการเมืองใหญ่ฟากรัฐบาล ตามราคาประเมินฯของกรมธนารักษ์ซึ่งเฉลี่ย 50,000 บาทต่อตารางวาหรือ ไร่ละ 20 ล้านบาทโดยอ้างว่าเพื่อนำรายได้จากการขายที่ดินลดภาระหนี้ แต่นายวิฑูรย์ ผู้ว่าการกคช.ในขณะนั้นไม่สนองตอบ
เนื่องจากมองว่าเป็นที่ดินทำเลที่มีศักยภาพมากที่สุดของการเคหะฯ ที่สำคัญยังเป็นแปลงที่ดินผืนใหญ่เพียงแปลงเดียวที่เหลืออยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ยิ่งกว่านั้นยังเป็นทำเลที่อนาคตจะมีรถไฟฟ้าถึง 2 สายทางมาบรรจบกันเป็นสถานีร่วมที่สถานีมีนบุรีคือรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี และ สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ซึ่งห่างจากที่ดินแปลงดังกล่าวของกคช. รัศมีไม่เกิน 3-5 กิโลเมตร ขณะเดียวกันทราบว่า รัฐบาลมีแผนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ลากแนววกเข้าที่ดินแปลงดังกล่าวอีกด้วย
++ ยืนกรานไม่ขาย!ชนวนปลด
แหล่งข่าว ยังระบุอีกว่าเมื่อนายวิฑูรย์ ไม่ยินยอมขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับบริษัทเอกชนรายนั้นโดยให้เหตุผลว่าต้องการเก็บที่ดินเพื่อพัฒนาตามนโยบายรัฐบาลคือคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า โดยมีการโต้แย้งว่า นโยบายของรัฐมนตรีพม. และบอร์ดกคช.กำหนดให้การเคหะฯซื้อ หรือจัดหาที่ดินพัฒนาที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้า ไม่เกิน 8กิโลเมตร แต่เมื่อการเคหะฯมีที่ดินใกล้รถไฟฟ้า 3-5 กิโลเมตร แล้วกลับให้ ขายออกไปให้กับเอกชนเพื่อชำระหนี้ และต้องซื้อหาที่ดินใหม่เพื่อพัฒนาตามนโยบาย ซึ่งมองว่าไม่สมเหตุสมผล
"การที่นายวิฑูรย์ยืนยันว่าไม่ขาย คล้อยหลังไปเพียง 1 เดือน ปรากฏว่าในเดือนธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา กลับมีคำสั่งฟ้าผ่าจากคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ ที่มีศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ในฐานะประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ ปลดนายวิฑูรย์ออกจากตำแหน่งก่อนหมดสัญญาจ้างเพียง 2 เดือน โดยอ้างว่า บอร์ดต้องการความคล่องตัวในการเร่งดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐบาล"แหล่งข่าวกล่าวและว่า
อย่างไรก็ดีในการประกาศรับสมัครสรรหาผู้ว่าการการเคหะฯคนใหม่ มีการคาดการณ์ว่า จะให้นายกฤษดา รักษากุล รองผู้ว่าการกคช. ขึ้นเป็นผู้ว่าการกคช.คนใหม่ เพราะมีบุคลิกโอนอ่อนผ่อนตามทุนการเมือง ที่สำคัญเป็นคนจัดทำแผนพัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้าร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ตามนโยบายรัฐบาล
ขณะเดียวกันการยื่นใบสมัครเป็นผู้ว่าการเพียงคนเดียวของนายกฤษดาโดยไม่มีคู่แข่งขันน่าจะเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกันมิหนำซ้ำปีนี้ นายกฤษดาอายุ 56 ปี สามารถทำงานได้ 4 ปี ครบวาระทั้งรัฐบาลและตัวผู้ว่าการเอง ทั้งนี้การตั้งบอร์ดกคช.ปัจจุบัน มี ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จาก เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นประธานบอร์ด ซึ่งเคยทำงานเกี่ยวกับอุโมงค์ระบายน้ำร่วมกับนายสันติมาก่อน ขณะเดียวกัน ภายในบอร์ดจะมีบริษัทพัฒนาที่ดินที่ใกล้ชิดเป็นกรรมการ รวมถึงบริษัทพัฒนาที่ดินที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล
++ อีก2ปีที่แปลงนี้พุ่งไร่ละร้อยล้าน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เท่าที่ทราบข้อมูลคือ บริษัทพัฒนาที่ดินรายดังกล่าว เห็นแล้วก็อยากได้ โดยที่ดินแปลงนี้ กคช.ซื้อมากว่า 30ปีเป็นที่น่าไร่ละ 10,000 บาท ปัจุบันพัฒนาไปแล้ว กว่า 50ไร่ พัฒนาเป็นบ้านเอื้ออาทร เคหะชุมชนและตัดขายให้เอกชนไปบางส่วน ปัจจุบันเหลือที่ว่างประมาณ 500 ไร่ ซึ่งราคาตามราคาประเมิน กรมธนารักษ์ 50,000 บาทต่อตารางวา แต่ราคาขายตลาดสูงกว่านั้น ซึ่งอีกไม่เกิน 2-3ปี ราคา ขาย จะสูงถึงกว่า 100 ล้านบาท หรือ ตารางวาละกว่า 100,000 บาท หากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า
ทั้งนี้แปลงที่ดินดังกล่าว สามารถเข้าทางถนนสุขาภิบาล3 (รามคำแหง )ซอยมิสทีนหรือถนนราษฎร์พัฒนาตัดกับถนนเคหะร่มเกล้า ซึ่งบริเวณนี้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยเคหะร่มเกล้าและบ้านเอื้ออาทรแล้ว วิ่งเข้าข้ามสะพานข้ามคลองเล็ก ขวามือจะเป็นที่ดินการเคหะฯ จากนั้นจะเป็นสี่แยก จุดตัด ถนนราษฎร์พัฒนา กับ ถนนเคหะไป ในซอยเคหะชุมชน วิ่งตรงไปเชื่อมกับถนนกรุงเทพกรีฑา –รามเกล้า (ตอน3) ซึ่งเป็นถนน6ช่องจราจรของกรุงเทพมหานครที่ก่อสร้างเสร็จนานแล้วผ่ากลางแปลงที่ดินทำให้ที่ดินของการเคหะฯติดถนนทั้งสองแปลงยาวไปถึงถนนร่มเกล้า อย่างไรก็ดีการเคหะฯ ได้ปักป้ายห้ามบุกรุกเป็นระยะส่วนสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี จะวิ่งผ่านไปตามถนนรามอินทราไปบรรจบกับสายสีส้มช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรีที่หลังตลาดมีนบุรีและจะใกล้ที่ดินการเคหะฯมากที่สุด เพราะ รฟม.จะมีการเวนคืนกว่า200ไร่ทำศูนย์ซ้ำบำรุง จอดและจรซึ่งเลยตลาดมีนบุรีไปนิดเดียว
" ถนนตัดใหม่กรุงเทพกรีฑา-ร่มเกล้าที่เป็นถนนตัดใหม่ ซึ่งตัดผ่านที่การเคหะฯ จะผ่านไปยังถนนเจ้าคุณทหาร ฉลองกรุง หัวตะเข้เลียบมอเตอร์เวย์ ข้ามไป พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร จากแยกร่มเกล้าไป –ตลาดมีนบุรี ไม่เกิน 10 นาที ระยะทางห่างจากที่ดินไม่เกิน 5 กิโลเมตร"
อย่างไรก็ดีรายรอบที่ดินร่มเกล้าการเคหะฯจะมีความเจริญมากโดยค่ายใหญ่ที่เข้าไปกว้านซื้อที่ดินมากที่สุดจะเป็นบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) และบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด(มหาชน)
++++เล็งที่บางพลี-ดินแดง-ลำพังพวย
นอกจากนี้แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า นอกจากที่ดินร่มเกล้า 500 ไร่แล้ว ทุนเอกชนผู้ใกล้ชิดนักการเมือง ยังสนใจทุบแฟลตดินแดงโซนดี กว่า10 ไร่ทำเลติดกับถนนวิภาวดีฯ ซึ่งกำหนดให้เป็น สถานีดินแดงของรถไฟฟ้าสายสีส้มโผล่ขึ้นมาพอดี โดยบอร์ดกคช.ระบุว่ายอมควักจ่ายหัวละ5-6 แสนบาท ให้รื้อย้าย ซึ่งที่ดินดังกล่าว จะพัฒนาเป็นห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียมสูง โดยใช้วิธี พีพีพี เอกชนร่วมทุนกับรัฐ ซึ่งเขามีเอกชนในใจอยู่แล้วที่จะรับสัมปทาน นอกจากนี้ยังมีที่ดินที่ เคหะบางพลี สมุทรปราการ 1,000 ไร่ และ บึงลำพังพวย 22 ไร่ ที่นักการเมืองสนใจบีบกคช.ขายให้เอกชน
อย่างไรก็ดี เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ผู้สื่อข่าว"ฐานเศรษฐกิจ" ได้โทรศัพท์ ติดต่อขอสอบถามข้อเท็จกรณี การบีบขายที่ดินร่มเกล้า จริงหรือไม่เรื่องนี้ ทางเลขานุการนายสันติบอกว่า รมว.ติดประชุม และฝากประเด็นคำถามและอ้างว่า จะติดต่อกลับมาแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบของรมว.กระทรวงพม. เพื่อต้องการให้ชี้แจงถึงประเด็นเรื่องการซื้อขายที่ดินดังกล่าวของการเคหะฯ
+++เบรกเวนคืน280ไร่
ดร. จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) กล่าวว่า บริเวณสถานีร่วม ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีชมพูเชื่อมปลายทางที่มีนบุรี ซึ่งเลยตลาดมีนบุรีออกไป 3-4 กม. เดิม รฟม.จะเวนคืน 20ไร่ เพื่อสร้างเดโปหรือศูนย์ซ่อมบำรุง แต่ขณะนี้ทราบว่ารฟม.จะเวนคืนมากถึง 280 ไร่ เพื่อนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ร่วมกับการเคหะฯ แต่สนข.มองว่าไม่เหมาะสม ที่รฟม.จะเวนคืนบ้านมาทำบ้าน และหากรฟม.จะพัฒนาต้องขอเจรจาซื้อที่ดินของการเคหะฯ ที่มีอยู่แล้วบริเวณใกล้ๆ เพื่อลงทุนจะเหมาะสมกว่า
+++รฟม.เร่งเวนคืนสร้าง
แหล่งข่าวระดับสูงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) กล่าวว่า ว่าขณะนี้ปรากฏว่ามีชาวบ้านหลายจุดร้องเรียนและประท้วงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีชมพูเนื่องจากพบว่าได้มีการสั่งเวนคืนพื้นที่ในแต่ละจุดขัดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 (3)กรณีกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเท่าที่จำเป็น และมาตรา 42 ในราชกิจจานุเบกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 เรื่องการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค
โดยกรณีดังกล่าวได้มีการนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)รฟม.ครั้งล่าสุดโดยนายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการรฟม.ต้องการให้บริษัทที่ปรึกษากันพื้นที่นอกเหนือจากสร้างจุดขึ้นลงสถานี โดยมีหลายจุดที่เป็นข้อกังขาของประชาชนจนก่อให้เกิดการร้องเรียนและประท้วงลุกลามทั้งในจุดราชปรารภและจุดอื่นๆจนส่งผลให้รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายไม่สามารถเปิดประมูลได้ตามแผนที่กระทรวงคมนาคมกำหนดไว้ โดยจุดที่ผู้ว่าการรฟม.ต้องการให้กันพื้นที่รองรับการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์นอกเหนือจากจุดขึ้น-ลงสายสีส้ม มีจุดหลักๆ ได้แก่ สถานีซ่อมบำรุงที่มีนบุรี ที่จะเวนคืนประมาณ 280 ไร่ สถานีประชาสงเคราะห์ที่จะให้มีการเวนคืนแฟลตดินแดงหลายอาคาร จุดสถานีราชปรารภ จะเวนคืนพื้นที่ย่านการค้าประวัติศาสตร์ตามแนวถนนราชปรารภกว่า 20 อาคาร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,820 วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




