แตกตื่นและวิตกกังวลกันทั้งเมืองเมื่อ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แจ้งผ่านรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน รับวิกฤติด้านพลังงานไฟฟ้า
จากกรณีที่แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติแหล่งยานาดา ของเมียนมาร์เกิดการทรุดตัว ต้องปิดซ่อมในช่วงวันที่ 4-12 เมษายน 2556
ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายก๊าซมายังไทยได้ในปริมาณ 1.03 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบต่อการผลิตไฟฟ้า 6 แห่งในฝั่งตะวันตกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โรงไฟฟ้าของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) โรงไฟฟ้าบริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด และโรงไฟฟ้าไตรเอ็นเนอยี่ จำกัด โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือและโรงไฟฟ้าวังน้อย ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คิดเป็นกำลังการผลิตประมาณ 6 พันเมกะวัตต์ ต้องหยุดชะงักลงไปด้วย
+++ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซาก
การออกมาเตือนของนายพงษ์ศักดิ์เช่นนี้ เป็นการตื่นตระหนกหรือมีนัยสำคัญอะไรหรือไม่ ที่จะสื่อไปถึงประชาชนถึงวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น ควรจะกระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิง อย่างถ่านหินที่ยังถูกต่อต้านเวลานี้เข้ามาแทน เพื่อลดการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซสูงถึง 70% จนต้องยืมจมูกประเทศอื่นหายใจ
เพราะหากมองย้อนหลังไปแล้วการหยุดจ่ายก๊าซครั้งนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรกแต่ได้เกิดมา 4-5 ปีแล้ว และที่จำได้ดีเป็นเหตุการณ์เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2552 ที่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ เพื่อผลิตไฟฟ้ามาเสริมก๊าซจากเมียนมาร์ที่หายไป เกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการ จนส่งผลให้น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรีมาแล้ว เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาเมียนมาร์ก็หยุดส่งก๊าซในช่วงใกล้เคียงกับปีนี้ระหว่างวันที่ 8-17 เมษายน 2555
สุดท้ายการแก้ปัญหาก็ผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีพื้นที่ไหนเกิดไฟฟ้าดับ
+++ปริมาณสำรองต่ำกว่ามาตรฐาน
แต่ปีนี้ปริมาณก๊าซที่หยุดส่งหายไป 1.1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต้องถึงขั้นออกมาประกาศภาวะฉุกเฉินสาหัสกว่าทุกปี เท่าที่ประมวลดูเหตุผล กระทรวงพลังงานมีความกังวลกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ปีนี้จะเติบโตกว่า 5% ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว บวกกับปัจจัยภัยแล้งที่ร้อนจัดจะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีกสุดจะพุ่งขึ้นสูงถึง 2.7 หมื่นเมกะวัตต์ มากกว่าปีก่อนอยู่ที่ 2.61 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งตรงกับช่วงวันที่ 4-12 เมษายนนี้พอดี
"ในขณะที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าที่พร้อมใช้งานได้จริงเหลือเพียงน้อยนิด" ซึ่งเป็นการยืนยันจากนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ที่ประเมินปริมาณสำรองไฟฟ้าพร้อมใช้งานเวลานี้มีอยู่ประมาณ 1.2 พันเมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตติดตั้งที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 3.2 หมื่นเมกะวัตต์ หากเมียนมาร์หยุดส่งก๊าซจะทำให้กำลังผลิตสำรองที่พร้อมใช้งานได้จริงจะเหลือเพียง 600 เมกะวัตต์ ถือเป็นปีแรกที่ปริมาณสำรองลดลงต่ำสุด เพราะช่วงที่ผ่านมาไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบ ที่เป็นผลจากโรงไฟฟ้าก่อสร้างล่าช้า เกิดการต่อต้านจนทำให้มีการย้ายพื้นที่ก่อสร้างของโรงไฟฟ้าบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ในเครือของบริษัท กัลฟ์ เจพี เพาเวอร์ฯ
หากในช่วงนี้มีโรงไฟฟ้าบางแห่งที่เกิดเหตุฉุกเฉินในระบบขึ้นมา จะเป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดไฟฟ้าดับกินพื้นที่ในวงกว้างได้ นั่นย่อมหมายถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย และอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศจนอาจประเมินค่ามิได้
+++"เพ้ง"ระดมแผนรับมือ
ส่วนจะรับมือวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างไรนั้น ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ นายพงษ์ศักดิ์ จะเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมรับมือไม่ให้เกิดไฟฟ้าดับกินบริเวณกว้าง และจะมีการซ้อมแผนปฎิบัติการจริงในวันที่ 13 มีนาคมนี้แทน
ขณะที่แผนรับมือเบื้องต้นที่ออกมานั้น สิ่งแรกที่กระทรวงพลังงานต้องการมากที่สุดคือ การเร่งเจรจากับทางบริษัท โททาลฯ ผู้ดำเนินการแหล่งก๊าซยานาดา ของเมียนมาร์ ให้ได้ข้อสรุปว่าจะสามารถเลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงแท่นออกไปเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์เหมือนกับปีก่อนได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำกว่าปกติ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น และลดการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงน้อยลง แต่ล่าสุดทางเมียนมาร์ได้แจ้งเลื่อนการหยุดส่งก๊าซออกไปเป็นวันที่ 6-14 เมษายนแทน มีผลช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 1 สตางค์ต่อหน่วย
สำหรับการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อมาทดแทนปริมาณก๊าซที่หายไป ทางกฟผ. จะให้โรงไฟฟ้าทั้ง 6 แห่ง เปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตาทดแทนในปริมาณ 130 ล้านลิตรและน้ำมันดีเซล 75 ล้านลิตร โดยเป็นของโรงไฟฟ้าบริษัท ราชบุรีโฮลดิ้งฯ โรงไฟฟ้าบริษัท ราชบุรี เพาเวอร์ฯ และโรงไฟฟ้าไตรเอ็นเนอยี่ เดินเครื่องด้วยน้ำมันเตา 63 ล้านลิตร และใช้น้ำมันดีเซลอีก 24 ล้านลิตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 6-7 วัน และสต๊อกเพิ่มหากไม่เพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้มีไฟฟ้าเข้าระบบได้ประมาณ 3.645 พันเมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าพระนครใต้ รวมกำลังการผลิตกว่า 2.6 พันเมกะวัตต์ โดยมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) รับไปทำแผนระบบการจัดส่งน้ำมัน เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับสภาพจราจร ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้กฟผ.จะป็นผู้รับภาระนำไปบวกในค่าเอฟทีไม่ต่ำกว่า 10 สตางค์ต่อหน่วย
+++เลวร้ายสุดดับไฟบางพื้นที่
นอกจากนี้ ยังจะรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็กหรือเอสพีพี ซึ่งอยู่ตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามาเสริมระบบ และการรับซื้อไฟฟ้านอกสัญญาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว เพิ่มเติม ได้แก่ โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 ขนาด 600 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ขนาด 960 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเทิน-หินบุน ขนาด 440 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าห้วยเฮาะ ขนาด 126 เมกะวัตต์ ให้ทุกโรงไฟฟ้าที่เข้าข่ายต้องเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาและดีเซล ซักซ้อมแผนทดสอบระบบ ก่อนที่จะเริ่มหยุดส่งก๊าซ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเมื่อใช้งานจริง ประสานกับกรมชลประทานเพิ่มการระบายน้ำในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้า แต่อาจจะช่วยได้ไม่มากนัก เนื่องจากน้ำในเขื่อนมีปริมาณจำกัด พร้อมทั้งให้เลื่อนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในเดือนเมษายนออกไปเป็นเดือนอื่นแทน
ขณะเดียวกัน หากระบบไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ จำเป็นต้องดับไฟฟ้าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งแต่เดิมที่คาดว่าจะกระทบในพื้นที่ลาดพร้าว และรัชดาภิเษก ได้เตรียมแผนป้องกันประสานไปที่การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) ให้ทำการย้ายโหลดสถานีไฟฟ้าแรงสูงทั้ง 2 พื้นที่ไปเป็นที่อื่นแทน และประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ย้ายโหลดออกจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามพราน 1 ประมาณ 200 เมกะวัตต์ ไปสถานีไฟฟ้าแรงสูงข้างเคียง เพื่อช่วยลดแรงดันสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางกอกน้อย รวมถึง หากมีความจำเป็นต้องดับไฟฟ้าให้ทั้ง 2 การไฟฟ้า เตรียมแผนดับไฟฟ้าหน่วยงานละ 350 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนว่าจะเลือกพื้นที่ใดในการดับไฟฟ้า
ที่สำคัญในช่วงดังกล่าวนี้ กฟผ.จะมีมาตรการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน ปิดไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้ รวมถึงการเปิดเครื่องปรับอากาศใช้เท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะช่วงเวลา 13.00-15.00 น. และการรณรงค์ล้างแอร์ เพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพดีขึ้น
วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาพสะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุแบบ "ลิงแก้แห"ไม่สิ้นสุด ขณะที่ประชาชนยังใช้ไฟฟ้ากันอย่างฟุ่มเฟือยไม่ประหยัด ขณะเดียวกันการพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซมากเกินไป โดยไม่กระจายความเสี่ยงไปยังเชื้อเพลิงตัวอื่นให้อยู่ในอัตราใกล้เคียงกัน สุดท้ายแล้วผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างที่กล่าวมา เมื่อถึงเวลาก็ต้องมาวางแผนแก้ปัญหากันเหมือนทุกครั้ง โดยลุ้นว่าจะเกิดไฟฟ้าดับหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ
แต่ที่แน่ๆประชาชนต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นทุกปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,820 วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




