บริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม ขยับรับนักลงทุนแดนปลาดิบขนเงินออกลงทุนต่างประเทศหนีดอกเบี้ยต่ำ หลังญี่ปุ่นใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง บล.ทิสโก้ฯ บุกโรดโชว์เมษายนนี้
บล.ธนชาตฯ จับมือไดวา กรุ๊ป เผยแพร่บทวิเคราะห์ บลจ.ยูโอบีฯบลจ.วรรณฯ สนดึงลงทุนในไทยรูปแบบไพรเวทอิควิตี้
จากกรณีประเทศญี่ปุ่นส่งสัญญาณให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าโดยใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ทำให้มีแนวโน้มเงินไหลออกมากขึ้น ทั้งการลงทุนโดยตรงในกิจการ และการลงทุนในตลาดทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนทั้งหุ้น และตราสารหนี้ในต่างประเทศ เพื่อหนีภาวะดอกเบี้ยต่ำในประเทศ
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทเห็นสัญญาณนักลงทุนญี่ปุ่นสนใจลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน (2554-2555) และคาดว่าจะมีต่อเนื่องถึงปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่รัฐบาลใช้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องจนเงินล้นระบบ และส่งผลให้ทิศทางดอกเบี้ยต่ำ ทำให้นักลงทุนเริ่มมองหาช่องการลงทุนในต่างประเทศที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยถือว่าโดดเด่นที่สุด
ทั้งนี้ในเดือนเมษายนนี้บล.ทิสโก้ฯ มีแผนนำเสนอข้อมูลหรือโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากก่อนหน้านี้ได้โรดโชว์มาแล้ว 2 ครั้ง โดยนักลงทุนญี่ปุ่นได้ลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศรวมถึงตลาดหุ้นไทยโดยตรง จากเดิมที่เน้นให้กองทุนในสิงคโปร์และฮ่องกงบริหารให้
อนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้มีความเคลื่อนไหวของบล.ธนชาตฯ ที่ได้ลงนามกับไดวากรุ๊ป บริษัทหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น เพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ โดยร่วมมือกันด้านการเผยแพร่บทวิเคราะห์ (Co – Branded Research) และทางด้านการตลาด โดยไดวา กรุ๊ป จะเป็นผู้เผยแพร่บทวิเคราะห์ให้แก่กลุ่มลูกค้าสถาบันในต่างประเทศ เพื่อขยายฐานนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในประเทศไทย ที่เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในอาเซียน
นายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ยูโอบี (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวของนักลงทุนญี่ปุ่นสนใจลงทุนในไทยผ่านรูปแบบไพรเวทอิควิตี้หรือการลงทุนในกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น หลังจากยูโอบี แอสเสท แมเนจเม้นท์ ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นกองทุนรวมในกลุ่มยูโอบี ได้ร่วมทุนกับซูมิตโตโม มิตซุย ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาลงทุนในประเทศญี่ปุ่นได้สนใจเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศไทย
โดยกองทุนไพรเวทอิควิตี้ที่จะจัดตั้งขึ้น มีนโยบายลงทุนระยะยาว 3-5 ปี เม็ดเงินลงทุนในแต่ละบริษัท 100-500 ล้านบาท คาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุน(IRR) ประมาณ 15-20% ต่อปี ส่วนนโยบายการทำกำไรมี 3 แนวทาง คือ ขายคืนให้กับเจ้าของเดิม ขายให้กับบุคคลอื่น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สำหรับธุรกิจที่นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจลงทุนเช่น อาหาร โรงงานอุตสาหกรรม พลังงาน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าหากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ประกาศกฎเกณฑ์เพื่อเอื้ออำนวยให้ความสะดวกต่อการลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของการขอยื่นนำเสนอจัดตั้งกองทุนหากได้รับอนุมัติจากก.ล.ต.ต่างประเทศแล้วก็ไม่จำเป็นต้องยื่นขอ ก.ล.ต.ในประเทศซ้ำอีกเป็นต้น
นายวนากล่าวว่า จากนโยบายการจัดตั้งกองทุนไพรเวทอิควิตี้ให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น ทำให้ปี 2556 บริษัทตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(เอยูเอ็ม)สำหรับกองทุนไพรเวทอิควิตี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปีที่ผ่านมามีเอยูเอ็มประมาณ 1 พันล้านบาท
เช่นเดียวกับดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณฯ กล่าวว่า บริษัทเห็นโอกาสจากลูกค้าต่างประเทศผ่านเครือข่ายของเคจีไอ กรุ๊ป ว่าเริ่มมีสัญญาณนักลงทุนจากญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุนในไทยโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าบุคคลทั้งการลงทุนในตลาดหุ้น และการลงทุนผ่านรูปแบบกองทุนไพรเวทอิควิตี้ เพียงแต่รอความชัดเจนทางด้านกฎเกณฑ์ที่ให้นักลงทุนบุคคลสามารถลงทุนในรูปแบบไพรเวทอิควิตี้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาให้ได้เฉพาะนักลงทุนสถาบัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,820 วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




