เจ้าสัว"เจริญ" ปิดดีลเทกโอเวอร์"เอฟแอนด์เอ็น"อย่างเป็นทางการ กวาดหุ้นได้ทั้งหมด 90.32 % เบ็ดเสร็จทุ่มเงินกว่า 3 แสนล้านบาท นักวิเคราะห์เผย"เบอร์ลี่ ยุคเกอร์"ได้ประโยชน์ระยะยาวผลิตขวดแก้ว –กระป๋องอะลูมิเนียม ป้อนธุรกิจเครื่องดื่ม เปิดแผน 5 ปีทุ่มงบลงทุนหมื่นล้าน เท 6 พันล้านรุกธุรกิจบรรจุภัณฑ์
ปิดฉากลงแล้ว สำหรับดีลการครอบงำกิจการ หรือเทกโอเวอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท หลังยืดเยื้อมานานถึง 7 เดือน กรณีกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน)หรือไทยเบฟ และเจ้าของธุรกิจในเครือทีซีซี กรุ๊ป ก็ประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟฯ (เอฟแอนด์เอ็น) ผู้ประกอบธุรกิจ อาหาร เครื่องดื่มและอสังหาริมทรัพย์ ในประเทศสิงคโปร์
โดยช่วงค่ำของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไทยเบฟ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ได้ออกประกาศชี้แจงผลการเข้าซื้อหุ้นเอฟแอนด์เอ็นว่า ได้ยุติการรับคำเสนอซื้อหุ้นดังกล่าวแล้ว หลังจากทางกลุ่มสามารถรับซื้อและถือครองหุ้นเอฟแอนด์เอ็นทั้งสิ้นกว่า 1.3 พันล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 90.32%
การซื้อหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อตกลงการเสนอซื้อที่ทำกันมาก่อนหน้านี้ โดยไทยเบฟได้เข้าถือหุ้นเอฟแอนด์เอ็นผ่านบริษัทลูก คือ อินเตอร์เบฟ อินเวสเมนท์ ลิมิเต็ด กว่า 412 ล้านหุ้น หรือเป็นสัดส่วนกว่า 28.61% และที่เหลือถือในนาม บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ จำกัด ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ นายเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี
ในแถลงการณ์ดังกล่าว นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหารไทยเบฟ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่สามารถจบดีลการซื้อหุ้นครั้งนี้ และได้การรับรองจากผู้ถือหุ้นเอฟแอนด์เอ็นเป็นที่เรียบร้อย และหวังว่าจะทำงานร่วมกับ บริษัท ทีซีซีแอสเซ็ทส์ฯ ในการพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาว และการดำเนินงานที่สร้างสรรค์กับเอฟแอนด์เอ็น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจร่วมกันต่อไป
อนึ่งการเทกโอเวอร์เอฟแอนด์เอ็นของกลุ่มนายเจริญเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ด้วยการซื้อหุ้นจากกลุ่มโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (โอซีบีซี) สัดส่วน 22% ด้วยมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ในราคา 8.88 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อหุ้น (223.78 บาท)
อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นกลุ่มไทยเบฟ ต้องเผชิญศึกชิงหุ้นกับคู่แข่งถึง 2 ราย และนำมาสู่การเล่นสงครามราคาจากการแข่งกันเพิ่มราคาเสนอซื้อ รายแรกไฮเนเก้น ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ ที่ต้องการปกป้องธุรกิจเบียร์ คือ บริษัทเอเชีย แปซิฟิก บริวเวอรีส์ฯ (เอพีบี) ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ไทเกอร์ ของเอฟแอนด์เอ็น ซึ่งไฮเนเก้นถือหุ้นใหญ่อยู่ด้วย สุดท้ายก็สามารถตกลงกันได้ โดยไฮเนเก้น ได้ซื้อธุรกิจเบียร์ไปทั้งหมด
เสร็จศึกกับไฮเนเก้นแล้ว กลุ่มนายเจริญก็ต้องมาต่อกรกับโอเวอร์ซีส์ ยูเนียน เอ็นเตอร์ไพรเซส (OUE) ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์ และเป็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มลิปโป กรุ๊ป ของอินโดนีเซีย แต่สุดท้ายกลุ่มดังกล่าวก็ถอนตัวจากการแข่งประมูลซื้อหุ้นเอฟแอนด์เอ็น ขณะที่กลุ่มนายเจริญได้เพิ่มราคาเสนอซื้อเป็น 9.55 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อหุ้น ทำให้มูลค่าหุ้นเอฟแอนด์เอ็นปรับขึ้นไปกว่า 3 แสนล้านบาท
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กรุงศรี จำกัด ประเมินว่าบมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC)ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มนายเจริญ จะได้รับประโยชน์จากเอฟแอนด์เอ็นในระยะยาวผ่านการส่งคำสั่ง(ออร์เดอร์)ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วและกระป๋องอะลูมิเนียมเพื่อป้อนการผลิตเครื่องดื่มของเอฟแอนด์เอ็นเนื่องจาก 1. แผนการลงทุนเพื่อรองรับออร์เดอร์ของเอฟแอนด์เอ็น ยังไม่ชัดเจน และ2. สัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์ที่มาจากเอฟแอนด์เอ็น ในปัจจุบันไม่มีนัยสำคัญ จึงคาดว่าเอฟแอนด์เอ็นส่งออร์เดอร์ให้กับซัพพลายเออร์รายอื่น และต้องใช้เวลาในการโยกย้ายคำสั่งผลิตมายังบีเจซี
นายสมพร ภูมิวัฒน์ รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ บีเจซี เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปี 2556 บริษัทเตรียมขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วเพิ่ม จากปัจจุบันที่กำลังการผลิตใกล้เต็มแล้ว ทั้งนี้เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มไทยเบฟเป็นลูกค้าหลัก ส่วนจะขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการผลิตของเอฟแอนด์เอ็น หลังกลุ่มไทยเบฟเข้าซื้อกิจการนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถนำมาประเมินได้เนื่องจากต้องรอให้ขบวนการซื้อกิจการเสร็จสิ้นก่อน
สำหรับกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วของบีเจซีในปัจจุบัน แบ่งเป็นกำลังการผลิตในประเทศที่ 2.4 พันตันต่อวัน ส่วนโรงงานในเวียดนามมีกำลังการผลิตที่ 7.5 หมื่นตันต่อปี
ขณะที่นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บีเจซี กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่าแผน 5 ปี( 2555-2559 )ของบีเจซีจะใช้เงินลงทุนประมาณ 6 พันล้านบาท เพื่อสร้างเตาเผาใหม่สำหรับบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วจำนวน 3 เตา เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 12 เตา ทั้งนี้ในช่วง 5 ปี บริษัทตั้งงบลงทุน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับขยายกำลังการผลิตทั้งโรงงานผลิตขวดแก้ว การเพิ่มไลน์ผลิตกระดาษทิชชูและบรรจุภัณฑ์กระป๋องอะลูมิเนียม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,820 วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




