สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย (Thai Sugar and Bio-Energy Producers Association – TSEA) ก่อตั้งมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2514 เดิมชื่อ สมาคมการค้าผู้ผลิตน้ำตาลไทย
คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบวิสาหกิจอันเกี่ยวกับการผลิตและการค้าน้ำตาล การสนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิกในการแก้ไขอุปสรรคขัดข้องต่างๆ รวมทั้งความร่วมมือกับภาครัฐในการส่งเสริมกิจการของสมาชิกที่มาจากโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศกว่า 40 ราย
คุณหญิง ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย ในฐานะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด ให้สัมภาษณ์"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงบทบาทของสมาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับที่ 2 ของโลก รองจากประเทศบราซิล รวมถึงมุมมองการแข่งขันเมื่อเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีและปัจจัยเสี่ยงของอุตสาหกรรมน้ำตาล
นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลฯ มองถึงความสำคัญและบทบาทของสมาคมน้ำตาลฯว่า เป็นตัวกลางในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกให้อุตสาหกรรมสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดน้ำตาลโลก ตลอดจนการรายงานให้สมาชิกทราบถึงการเคลื่อนไหวและความรู้ใหม่ๆในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล นอกจากนี้ยังเป็นผู้แทนของสมาชิกในการไปร่วมประชุมกับภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลและจุดยืนของอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ จากที่ผลผลิตอ้อยต่อไร่ของไทยค่อนข้างต่ำและมีต้นทุนการผลิตในไร่สูง ทำให้อุตสาหกรรมน้ำตาลต้องร่วมกันผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐมีการจัดสรรงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมฯ ที่ปัจจุบันภาครัฐก็ได้เริ่มเข้ามาให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านอ้อยและน้ำตาลทราย เห็นได้จากบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่เข้ามาดูแลการจัดสรรทุนวิจัยด้านอ้อยและน้ำตาลทรายให้กับอุตสาหกรรมอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในปี 2556 นี้
ขณะเดียวกันภาครัฐควรเข้ามาให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านการขนส่งน้ำตาลทรายและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ท่าเรือ เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นจาก 6 – 7 ล้านตัน/ปี เป็น 9 – 10 ล้านตัน/ปี
+++เปิดเออีซีจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
ส่วนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีนั้น มองว่าบทบาทของอุตสาหกรรมอ้อยและ น้ำตาลไทย จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ คือ จะมีสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมฯ เพิ่มโอกาสในการส่งออกให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย สามารถที่จะขยายการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน และจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล จากการใช้ทรัพยากรการผลิตร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสในเรื่องการจัดหาวัตถุดิบ เนื่องจากโรงงานน้ำตาลจะสามารถนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศสมาชิกอาเซียน โดยไม่มีกำแพงภาษี รวมทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ในอาเซียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนในอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการเปิดเออีซี จะทำให้อุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย และประเทศสมาชิกอื่น ๆ ต้องลดภาษีการนำเข้าน้ำตาลลงเป็น 0% ในขณะที่ประเทศสมาชิกบางประเทศเช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ยังไม่ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำตาลเป็น 0% ในปี 2558 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขอให้ภาครัฐเร่งเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้องดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อตกลงโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของไทย เพราะเมื่อเข้าสู่การเป็นเออีซีแล้ว จะทำให้อาเซียน กลายเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม (Single market and production base) โดยจะมีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของสินค้า บริการ การลงทุน แรงงาน และเงินทุนระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งนั่นย่อมเป็นโอกาสทางการค้าและการลงทุนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย
+++ไทยได้เปรียบตลาดเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยยังมีความได้เปรียบเรื่องระยะทางสู่ตลาดเป้าหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในทวีปเอเชียส่วนใหญ่ที่ต้องนำเข้าน้ำตาล และมีความยืดหยุ่นในการผลิตน้ำตาลทรายตามมาตรฐานและคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ ขณะที่ความสามารถในการขยายกำลังการผลิตเพื่อให้เพียงพอกับการเติบโตของอุปสงค์ความต้องการน้ำตาลทรายของไทยและของประเทศในทวีปเอเชียที่มีการเติบโตตามทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ และความเชี่ยวชาญเรื่องการตลาดน้ำตาลในภูมิภาค
ขณะที่จุดด้อยของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยคือ 1.ผลผลิตอ้อยต่อไร่ยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ 2.ชาวไร่อ้อยมีต้นทุนการตัดอ้อยและการขนส่งอ้อยที่สูงเนื่องจากเป็นไร่ขนาดเล็กทำให้ใช้เครื่องจักรได้ไม่เต็มศักยภาพ 3. ระบบบริหารจัดการโควตาอาจจะไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 4.การควบคุมราคาอาจก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลขาดแคลนกรณีราคาตลาดโลกสูง 5.ขาดแคลนพันธุ์อ้อยใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
+++อุตฯน้ำตาลยังมีปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงปี2556 มีประเด็นที่น่าจับตาคือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศซึ่งเป็นสิ่งที่คาดคะเนได้ยาก แต่จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการรายงานเรื่องภาวะแห้งแล้งในหลายๆ พื้นที่ ทำให้คาดได้ว่า อ้อยจะถูกผลกระทบจากภาวะอากาศแล้งและส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพอ้อยต่ำกว่าที่คาดในฤดูการผลิตปี 2556/57 เช่นเดียวกับที่ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินจากการส่งออกน้ำตาล (70% ของผลผลิตทั้งหมด) ลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาอ้อยในที่สุด และจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปลูกอ้อยของเกษตรกร ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจในระดับโลกจะส่งผลต่อพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจของกองทุนที่เข้ามาเก็งกำไรน้ำตาล ซึ่งกรณีที่มีการเทขายน้ำตาลจำนวนมากๆ ก็จะส่งผลต่อราคาน้ำตาลที่จะปรับตัวลงไปโดยอัตโนมัติ
แนวโน้มราคาน้ำตาลในตลาดโลกปี 2556 มองว่าจากที่ผลผลิตส่วนเกินที่หลายๆ สำนักคาดว่าจะมีปริมาณระหว่าง 7 – 10 ล้านตันในฤดูการผลิตปี 2555/2556 นี้ ทำให้ราคาน้ำตาลทรายปรับตัวอยู่ในระดับประมาณ 18 – 21 เซ็นต์/ปอนด์ โดยปัจจัยพื้นฐานด้านสภาพอากาศที่ค่อนข้างดี จะทำให้ผลผลิตน้ำตาลของโลกยังเกินความต้องการและจะมีส่วนกดดันราคาต่อไป และตัวแปรที่จะมีส่วนทำให้ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้น คือ ผลผลิตของประเทศผู้ผลิตสำคัญมีแนวโน้มลดลง เช่น ไทย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,820 วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




