หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ฐ.Blogger จิตติศักดิ์ นันทพานิช หยุดกดดัน กนง.เสียที

หยุดกดดัน กนง.เสียที

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

altการส่งสัญญาณทิศทางเศรษฐกิจ ผ่าน อัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.มีมานานแล้ว   ช่วงไหนที่เศรษฐกิจทำท่าจะร้อนแรงเกินไป กนง.ก็จะส่งสัญญาณด้วยการขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ย(นโยบาย) แต่ถ้าจังหวะไหน

เศรษฐกิจทำท่าว่าจะหมดแรงก็จะกระตุ้นด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย  หรือโดยนัยกนง.จะตีธงอัตราดอกเบี้ยไปทางไหนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจเป็นหลัก
             แต่หลายปีที่ผ่านมา  ฝ่ายการเมืองพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักกลไกการเงินชุดนี้เพื่อให้นโยบายการเงิน ล้อไปกับนโยบายการคลัง คือ ต้องการเห็นดอกเบี้ยอ่อน อัตราแลกเปลี่ยนอ่อน และการคลังอ่อน(ขาดดุล)     ดังสะท้อนจากคำพูดของผู้มีอำนาจที่ว่า แบงก์ชาติทำตัวเป็นรัฐอิสระ หรือ กฎหมายให้อำนาจแบงก์ชาติมากเกินไป เป็นต้น
             ทุกวันนี้   การส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยของกนง. กลายเป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว เหมือนกับการตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมัน หรือก๊าซแอลพีจี    และยังผูกโยงกับความรู้สึกของกระแสสังคมเพราะบรรดาผู้มีความรู้ออกมาให้ความเห็นและคาดการณ์โดยโยงกับความเชื่อของตน
              อย่างกรณีล่าสุด   หลัง คุณวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการแบงก์ชาติ กับ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลัง  ออกมาให้ความเห็น ส่งจดหมาย และแสดงท่าทีอย่างที่ทราบๆตามที่ข่าวรายงานกัน  จนทำให้การประชุม กนง. ครั้งที่2 ของปีนี้ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้  ตกเป็นเป้าความสนใจของสังคมมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งในรอบหลายปี
          จังหวะที่คาบเกี่ยวกัน    คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีคลัง และศิษย์เก่าวังบางขุนพรหม ได้โดดเข้ามาร่วมวงวิวาทะด้วยการโพสต์ในเฟซบุ๊กของตนทำนองว่า พรรคพวกของตัวเองเดาว่าการประชุม กนง.รอบนี้จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% (ปัจจุบัน 2.75%) เพราะกรรมการคนนอก "ให้ความสำคัญกับประเด็บความสงบในสัมพันธภาพ ระหว่างกระทรวงการคลังมากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ"  ตีความจากคำพูดข้างต้น คือ พรรคพวกของคุณธีระชัย รวมทั้งตัว คุณธีระชัยเอง เชื่อว่า จะมีการลดดอกเบี้ย และการลดดอกเบี้ยเป็นผลจากแรงกดดันทางการเมืองมากกว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจ
              ว่าไปแล้วการสรุปเช่นนั้นดูจะไม่เป็นธรรมกับกรรมการ กนง. คนนอก  4 คน(จาก 7คน) เพราะโดยปกติ กรรมการคนนอกบางคนก็มีความคิดต่างไปจากคนแบงก์ชาติเป็นปกติ อาทิ คุณ อำพน กิตติอำพน  ค้านแนวคิดดอกเบี้ยสูงของแบงก์ชาติมาตั้งแต่ผู้ว่าการคนก่อน และเชื่อว่า คุณอำพน คงเป็นกรรมการเสียงข้างน้อยที่ค้านการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมของกนง.มาโดยตลอด  
            การออกมาชี้กระแสสังคมทำนองนี้คงทำให้ การประชุม กนง.ยุ่งยาก และยังทำให้ กรรมการ กนง.ลำบากใจ เพราะถ้ากรรมการเสียงข้างมาก มองปัจจัยเศรษฐกิจแล้วเห็นควรว่า ควรลดอัตราดอกเบี้ยลงก็จะถูกมองว่า "เกรงใจการเมือง" ไม่ได้วิเคราะห์ตามข้อมูลและหลักวิชาการ  ทั้งที่การประชุมที่ผ่านๆมา    มติจากที่ประชุมมีทั้งเห็นต่าง และเป็นเอกฉันท์
              เช่นการประชุมครั้งแรกของปีนี้ (9 มกราคม) ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75%   แต่การประชุมเมื่อวันที่ 17 เดือนตุลาคมปีที่แล้ว กรรมการ 5 คน มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25%  หรือ จาก 3%  เหลือ 2.75% เป็นต้น
            คงไม่ใช่เรื่องแปลก   ถ้าการประชุมกนง.ครั้งสองของปี ที่กำลังจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ ที่ประชุมเสียงข้างมาก  จะมีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นที่หลายฝ่ายคาดการณ์    และการตัดสินใจคงไม่ใช่เพราะเกรงใจฝ่ายการเมืองที่พยายามทั้งบีบ นวด เฟ้นให้แบงก์ชาติ ดำเนินนโยบายสนองเป้าหมายการเมืองแต่คงเป็นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ  หรือถ้าที่ประชุมเสียงข้างมากลงมติให้คงอัตราดอกเบี้ยก็คงเป็นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจอีกเช่นกัน ไม่ใช่เพราะแบงก์ชาติต้องการสำแดงความเป็นอิสระห่างไกลจากการเมืองแต่ประการใด  เพราะกรรมการกนง.คงมีสำนึกพอว่าตนกำลังทำอะไรอยู่
             ทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้กลไกการเงินดำเนินไปตามครรลอง  ควรปล่อยให้ กนง. มีระยะห่างจากการเมืองและกระแสสังคมมากพอที่จะตัดสินโดยยึดโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,819 วันที่   17 - 20  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 

Read : 737 times

jL Poll Module1

รับจำนำข้าวปีแรกตัวเลขทางการขาดทุน1.36 แสนล. ทำอย่างไรต่อดี



 

Poll (2)

ครบครึ่งปีท่านให้คะแนนรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจเป็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*
เตาแก๊ส ขายเตาแก๊ส