การส่งสัญญาณทิศทางเศรษฐกิจ ผ่าน อัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.มีมานานแล้ว ช่วงไหนที่เศรษฐกิจทำท่าจะร้อนแรงเกินไป กนง.ก็จะส่งสัญญาณด้วยการขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ย(นโยบาย) แต่ถ้าจังหวะไหน
เศรษฐกิจทำท่าว่าจะหมดแรงก็จะกระตุ้นด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย หรือโดยนัยกนง.จะตีธงอัตราดอกเบี้ยไปทางไหนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจเป็นหลัก
แต่หลายปีที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักกลไกการเงินชุดนี้เพื่อให้นโยบายการเงิน ล้อไปกับนโยบายการคลัง คือ ต้องการเห็นดอกเบี้ยอ่อน อัตราแลกเปลี่ยนอ่อน และการคลังอ่อน(ขาดดุล) ดังสะท้อนจากคำพูดของผู้มีอำนาจที่ว่า แบงก์ชาติทำตัวเป็นรัฐอิสระ หรือ กฎหมายให้อำนาจแบงก์ชาติมากเกินไป เป็นต้น
ทุกวันนี้ การส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยของกนง. กลายเป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว เหมือนกับการตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมัน หรือก๊าซแอลพีจี และยังผูกโยงกับความรู้สึกของกระแสสังคมเพราะบรรดาผู้มีความรู้ออกมาให้ความเห็นและคาดการณ์โดยโยงกับความเชื่อของตน
อย่างกรณีล่าสุด หลัง คุณวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการแบงก์ชาติ กับ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลัง ออกมาให้ความเห็น ส่งจดหมาย และแสดงท่าทีอย่างที่ทราบๆตามที่ข่าวรายงานกัน จนทำให้การประชุม กนง. ครั้งที่2 ของปีนี้ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ ตกเป็นเป้าความสนใจของสังคมมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งในรอบหลายปี
จังหวะที่คาบเกี่ยวกัน คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีคลัง และศิษย์เก่าวังบางขุนพรหม ได้โดดเข้ามาร่วมวงวิวาทะด้วยการโพสต์ในเฟซบุ๊กของตนทำนองว่า พรรคพวกของตัวเองเดาว่าการประชุม กนง.รอบนี้จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% (ปัจจุบัน 2.75%) เพราะกรรมการคนนอก "ให้ความสำคัญกับประเด็บความสงบในสัมพันธภาพ ระหว่างกระทรวงการคลังมากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ" ตีความจากคำพูดข้างต้น คือ พรรคพวกของคุณธีระชัย รวมทั้งตัว คุณธีระชัยเอง เชื่อว่า จะมีการลดดอกเบี้ย และการลดดอกเบี้ยเป็นผลจากแรงกดดันทางการเมืองมากกว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจ
ว่าไปแล้วการสรุปเช่นนั้นดูจะไม่เป็นธรรมกับกรรมการ กนง. คนนอก 4 คน(จาก 7คน) เพราะโดยปกติ กรรมการคนนอกบางคนก็มีความคิดต่างไปจากคนแบงก์ชาติเป็นปกติ อาทิ คุณ อำพน กิตติอำพน ค้านแนวคิดดอกเบี้ยสูงของแบงก์ชาติมาตั้งแต่ผู้ว่าการคนก่อน และเชื่อว่า คุณอำพน คงเป็นกรรมการเสียงข้างน้อยที่ค้านการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมของกนง.มาโดยตลอด
การออกมาชี้กระแสสังคมทำนองนี้คงทำให้ การประชุม กนง.ยุ่งยาก และยังทำให้ กรรมการ กนง.ลำบากใจ เพราะถ้ากรรมการเสียงข้างมาก มองปัจจัยเศรษฐกิจแล้วเห็นควรว่า ควรลดอัตราดอกเบี้ยลงก็จะถูกมองว่า "เกรงใจการเมือง" ไม่ได้วิเคราะห์ตามข้อมูลและหลักวิชาการ ทั้งที่การประชุมที่ผ่านๆมา มติจากที่ประชุมมีทั้งเห็นต่าง และเป็นเอกฉันท์
เช่นการประชุมครั้งแรกของปีนี้ (9 มกราคม) ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% แต่การประชุมเมื่อวันที่ 17 เดือนตุลาคมปีที่แล้ว กรรมการ 5 คน มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% หรือ จาก 3% เหลือ 2.75% เป็นต้น
คงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าการประชุมกนง.ครั้งสองของปี ที่กำลังจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ ที่ประชุมเสียงข้างมาก จะมีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และการตัดสินใจคงไม่ใช่เพราะเกรงใจฝ่ายการเมืองที่พยายามทั้งบีบ นวด เฟ้นให้แบงก์ชาติ ดำเนินนโยบายสนองเป้าหมายการเมืองแต่คงเป็นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ หรือถ้าที่ประชุมเสียงข้างมากลงมติให้คงอัตราดอกเบี้ยก็คงเป็นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจอีกเช่นกัน ไม่ใช่เพราะแบงก์ชาติต้องการสำแดงความเป็นอิสระห่างไกลจากการเมืองแต่ประการใด เพราะกรรมการกนง.คงมีสำนึกพอว่าตนกำลังทำอะไรอยู่
ทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้กลไกการเงินดำเนินไปตามครรลอง ควรปล่อยให้ กนง. มีระยะห่างจากการเมืองและกระแสสังคมมากพอที่จะตัดสินโดยยึดโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,819 วันที่ 17 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




