ปรากฏการณ์จากข่าวและกระแสความขัดแย้งทางนโยบายระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับประเด็นเรื่องของค่าเงินบาท ซึ่งอิงต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ ธปท. เป็นผู้ดูแล โดยที่รัฐบาลแสดงเจตจำนงชัดเจนให้มีการปรับลด
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อีกทั้งยังมีเรื่องของผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงถึงข้อเสนอใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้าและลดภาระการขาดทุนของ ธปท. ในการเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนนั้น นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. หัวเรือใหญ่แห่งวังขุนพรหมคือผู้ที่แบกรับความกดมากที่สุดต่อกระแสที่เกิดขึ้น จนทำให้ต้องออกมาชี้แจงทุกประเด็นต่อสื่อมวลชน ซึ่ง "ฐานเศรษฐกิจ" ได้รวบรวมเนื้อบางส่วนในวงสนทนาแบบเป็นกันเองมานำเสนอ
- ผลต่อความน่าเชื่อถือธปท.
คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะความเห็นต่างเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องดีจะเป็นข้อเตือนให้รอบคอบ ยอมรับว่าการเห็นต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา ที่สำคัญต้องพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ โดยธนาคารกลางทุกประเทศ ไม่ว่ายุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นหรือบางประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็มีความเห็นต่าง สำหรับเมืองไทยเวลานี้ถ้าคลี่ดูส่วนคลังกับ ธปท. เห็นตรงกัน คือ ผลจากสหรัฐฯ ยุโรปใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ อีกทั้งทางธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายการเงินโดยดึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำลงมากอย่างไม่มีประสบการณ์กันมาก่อน จากนั้นธนาคารกลางต้องซื้อสินทรัพย์ทางการเงินด้วยการอัดฉีดเงินซึ่งเป็นปัญหาที่กระจายให้ทุกประเทศและยอมรับว่าเงินทุนจะไหลเข้ามาอีก
ส่วนเรื่องดอกเบี้ยที่หลายคนยังงงนั้น ต้องอธิบายว่า เงินไหลเข้ามานั้นมีหลายประเภททั้ง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล เงินกู้จากต่างประเทศ สร้างโรงงานหรือลงทุนในหุ้นหรือซื้อพันธบัตร ถ้าดอกเบี้ยในประเทศสูงกว่าต่างประเทศตลาดพันธบัตรจะชอบ ถ้านำมาสร้างโรงงานกับลงทุนตลาดหุ้นพวกนี้ดอกเบี้ยต่ำจะคำนวณราคาหุ้นได้ดี ซึ่งบทวิเคราะห์ของตลาดหลักทรัพย์ฯระบุว่า เงินต่างประเทศที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่เป็น SET50 ซึ่งเวลานี้ตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังจัดการหุ้นขนาดกลาง กับหุ้นเล็กเป็นนักลงทุนไทยล้วนเก็งกำไรโดยกำหนดให้วางเงินสด
- ดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ในส่วนการบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้าของ ธปท. ต้องมีแผนเงินทุนเคลื่อนย้ายระบายออก ถ้าระบายออกไม่สมดุลกับเงินไหลเข้า ธปท. ก็ต้องเข้าดูดซับ ซึ่งกรณีดูดซับนั้นมีค่าใช้จ่ายส่วนต่าง 2% ทำให้เกิดขาดทุน ทั้งนี้ หากมีคำถามว่าจะทำงานไปได้หรือไม่ เพราะส่วนทุนติดลบหรือกระทบ "งบดุล" ของ ธปท.นั้นอยากอธิบายว่า ใครที่ตัดสินใจเข้ามาทำงาน ธปท. ก็ต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ เพราะธนาคารกลางมีไว้เพื่อดูแลศักยภาพในระบบเศรษฐกิจการเงินการดูแลเสถียรภาพ ซึ่งการทำงานของธนาคารกลางและ ธปท. เพื่อดูแลเสถียรภาพการเงินนั้น "งบดุล" ทำหน้าที่เป็นยางลบรับแรงกระแทกแทนที่จะปล่อยให้กระทบประเทศโดยตรง การทำหน้าที่ของธนาคารกลางไม่มีใครตั้งเครื่องชี้วัดการทำงาน หรือเคพีไอให้แสวงหากำไรแต่วัดเคพีไอการทำงานของธนาคารกลางว่าดูแลเสถียรภาพได้หรือไม่
-ต้องใช้เวลา "งบดุล"จะฟื้น
เครื่องชี้วัดอันหนึ่งซึ่งคิดว่าเรามีทางฟื้นงบดุลคือ เวลานี้บัญชีการธนาคารขาดทุนสะสมงวดที่ผ่านมาซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)กำลังตรวจคงจะประกาศเป็นทางการประมาณเดือนเมษายน 2556 คือมีตัวเลขติดลบประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่ง ธปท. จะลงบัญชีแยกเป็นบัญชีเงินตราจะเป็นบวกกว่า 8 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งคู่เป็นของแผ่นดินไม่ใช่บริษัทส่วนตัวและเราก็บริหารรีเสิร์ฟร่วมกัน เช่น 2 ปี ช่วงที่ตนเป็นผู้ว่าการ ซื้อทองคำเพิ่ม 50 ตันก็ใส่ในบัญชีเงินตรา พวกLong Term Port ที่ซื้อพันธบัตรอายุ 10 ปีหรือกรณีต้องพิมพ์เงินหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจเพิ่มประมาณปีละ 8% รายได้ตรงนี้ก็จะลงบัญชีเงินตราเช่นกัน จึงไม่แปลกที่เห็นกำไรในบัญชีเงินตรา หรือลงบัญชีการธนาคารเมื่อขาดทุน และยอมรับว่าผลขาดทุนนั้นไม่ใช่เฉพาะขาดทุนทางบัญชี แต่ยังมีรายจ่ายจริงส่วนอื่นรวมอยู่ด้วย
ผู้ว่าการ ธปท.ยังได้ขยายความเพิ่มอีกว่า เวลานี้ที่เป็นห่วงกันมากกรณีรายจ่ายดอกเบี้ยจะสูงกว่ารายรับดอกเบี้ยประมาณ 2%นั้น คือ รายจ่ายจะเพิ่มปีละ 2% โดยฐานรายจ่ายประมาณกว่า 4 ล้านล้านบาท ด้านรายรับ/รายได้ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นพันธบัตรที่ออกใช้อยู่และเป็นตัวที่ให้รายได้ปีหนึ่งประมาณ 8% แปลว่า ตัวเพิ่มด้านรายได้สูงกว่าตัวเพิ่มด้านรายจ่าย แต่ฐานรายจ่ายใหญ่กว่าฐานรายได้/รายรับ ช่วงแรกจึงเห็นตัวเลขติดลบ จึงต้องใช้เวลา ถ้าสถานการณ์โลกไม่แตกดับหวังว่า "งบดุล" จะค่อยๆฟื้นพร้อมยืนยัน ธปท. ไม่รบกวนเงินภาษีประชาชนหรือเงินงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าดอกเบี้ยเป็นตัวแปรหนึ่งที่จูงใจเงินไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตร แต่ต้องเข้าใจด้วยว่านอกจากดูผลตอบแทนแล้ว ในการลงทุนต้องดูสารพัดปัจจัย โดยเฉพาะความเสี่ยง Sentiment หรืออารมณ์ หรือความเสี่ยงของประเทศ ศักยภาพการเติบโตของประเทศ ความเสี่ยงนโยบาย ความเสี่ยงกฎเกณฑ์ ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน/สภาพคล่องคือต้องดูภาวะดูความเป็นไปของตลาดด้วย ยกตัวอย่าง กรีซดอกเบี้ยอยู่ที่อัตรา 30% แต่มีความเสี่ยงประเทศ อินเดียดอกเบี้ยอัตรา 7% แต่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อินโดนีเซียดอกเบี้ยอัตรา 5.75% แต่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ไทยยอมรับว่ามีโอกาสที่เงินทุนประเทศใหญ่จะไหลเข้ามา เพราะเศรษฐกิจยังไปได้ค่อนข้างดี แต่อย่าชะล่าใจ เพราะเหตุการณ์บ้านเราอาจจะพลิกผันได้ จึงต้องเก็บเงินสำรองไว้
- ใช้เครื่องมือดูแลต้องรอบคอบ
ส่วนเครื่องมือบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้านั้น ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ 1. อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ถ้าเงินบาทแข็งค่าเร็วมีส่วนช่วยชะลอเงินทุน ข้อเสียของเครื่องมือนี้คือถ้าเงินแข็งค่าเร็วภาคธุรกิจจะปรับตัวไม่ทัน 2. การระบายเงินทุนออก ซึ่งการระบายแบบสร้างสรรค์ให้เป็นประโยชน์ในการลงทุนในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยรักษาสมดุลมากขึ้น/ลงทุนต่างประเทศ ช่วงนี้เมืองไทยอยู่ในจังหวะทรัพยากรการผลิตมีข้อจำกัดมากขึ้น เช่น แรงงาน ที่ดิน เหมาะออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน 3. ธปท.เข้าแทรกแซง บางช่วงก็ช่วยชะลอการแข็งค่าได้ แต่ข้อเสียคือแนวโน้มดอลลาร์สหรัฐฯมูลค่าอ่อน จากการถือดอลลาร์ในมือมาก เมื่อเงินบาทออกสู่ระบบมาก ธปท.ต้องออกพันธบัตรดูดซับเพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือฟองสบู่ และเครื่องมือนี้ธปท.มีรายจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่ารายรับดอกเบี้ย
4. เครื่องมือจำกัดการไหลเข้าซึ่งมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก เช่น การรายงานธุรกรรมเข้าหรือออกของเงินทุน, หรือลงทะเบียนกรณีกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ หรือกำหนดระยะเวลาถ้านำเงินเข้าโดยค้างเงินไว้ระยะหนึ่ง เช่น 1 ปี หรือการกันสำรองทันทีเช่น 5 ปีก่อนไทยประกาศ มาตรการกันสำรองเงินสด 30% ยกเว้นถ้านำเงินเข้ามาอยู่เกิน 1 ปีและการเก็บภาษี ซึ่งข้อเสียของเครื่องมือนี้จะสะท้อนประเทศจำกัดเสรีภาพ วันหน้าจะไม่มีเงินทุนเข้ามาลงทุน หรือบริษัทจัดอันดับเครดิตอาจจะปรับลดเครดิตประเทศ ซึ่งระยะหลังมีคนพูดมากขึ้น ไม่ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ และมูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับเครดิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจะใช้เครื่องมือหนักหรือเบา ที่สำคัญ ธปท. ติดตามข้อมูลป้องปรามมาล่วงหน้าก่อน 2-3 ปีด้วยซ้ำแต่ในทางปฏิบัติการให้รายละเอียดเครื่องมือนั้นอาจเป็นสัญญาณให้เก็งกำไรในระบบ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,819 วันที่ 17 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




