กสิกรไทยผนึกคอมเมิร์ซแบงก์ ยักษ์อันดับ 2 ของเยอรมนี ต่อจิ๊กซอว์การเป็นเอเชียนแบงก์ ตาโตฐานลูกค้ามากกว่า 16 ล้านรายครอบคลุม 50 ประเทศทั่วโลก ชี้โอกาสทองนักธุรกิจไทยอัพเกรดเทคโนโลยียึดหัวหาดอาเซียน/ซื้อกิจการในยุโรป
สมเกียรติ ศิริชาติไชย นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ (Commerzbank AG) ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ในเยอรมนี ในการให้บริการทางการเงินและคำปรึกษาด้านการค้า การลงทุน สำหรับลูกค้านักธุรกิจของทั้งสองประเทศในการลงทุนในยุโรปหรืออาเซียน
ทั้งนี้ธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ก่อตั้งมานานกว่า 140 ปี มีขนาดสินทรัพย์ 675.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 270 ล้านล้านบาท (เทียบ 40 บาทต่อ 1 ยูโร) มีความเชี่ยวชาญด้าน Private banking ธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นอันดับ 1 ด้านสินเชื่อรายใหญ่ในเยอรมนี มีพนักงาน 5.6 หมื่นคน สาขา 1.2 พันแห่ง มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีฐานลูกค้ารวมกว่า 16 ล้านราย และมีโมเดลธุรกิจที่จะเป็นธนาคารพันธมิตรกับธนาคารทั่วโลก ซึ่งค่อนข้างคล้ายกับโมเดลของกสิกรไทย อีกทั้งยังมีการทำธุรกิจอื่นๆ ที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เช่นให้ความสำคัญกับธุรกิจเอสเอ็มอี มีความรอบคอบในการปล่อยสินเชื่อโดยปล่อยเครดิตในระดับที่ใกล้เคียงกับ การทำธุรกิจรายย่อยที่ค่อนข้างมีสีสัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตามหากย้อนสถิติการลงทุนในประเทศไทยในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ยุโรปถือเป็นกลุ่มประเทศที่เข้ามาลงทุนตรงมากที่สุดหากไม่นับรวมการลงทุนภายในอาเซียน มีการเติบโตถึง 15-16% เฉลี่ยมูลค่าการลงทุนต่อปีประมาณ 2-3 พันล้านบาท และบางปีมีการลงทุนสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่การค้าระหว่างกันอยู่ในอันดับ 3 ซึ่งการหันเข้ามาให้ความสนใจประเทศไทยสะท้อนถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีต่อไปจะไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศอาเซียนเท่านั้น เพราะยังมีอาเซียนบวก 3 อาเซียนบวก 6 และประเทศอื่นๆ จากทั่วโลกที่ต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเข้ามาจับมือกับประเทศสมาชิก และไทยก็ถือว่ามีความโดดเด่นมาก
"ยุโรปไม่ได้มองไทยเป็นเพียงคู่ค้าแต่มองเป็นศูนย์กลางของอาเซียน จากเศรษฐกิจของไทยที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ภาคการเกษตร รายย่อย การท่องเที่ยว ค่อนข้างมีความโดดเด่น ซึ่งอุตสาหกรรมที่ทางเยอรมนีสนใจและมีความชำนาญ เช่น ธุรกิจกรองของเสีย พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน เป็นต้น แม้เจอโจทย์ใหญ่จากปัญหาค่าแรงขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยจะสามารถปรับตัวได้หากมีทักษะที่ดี เทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งยุโรปค่อนข้างมีในสิ่งที่เรายังขาดเหล่านี้ ส่วนตัวจึงตื่นเต้นกับโอกาสของประเทศไทยในอนาคตที่การเปิดเออีซีกำลังจะเกิดขึ้น" นายสมเกียรติ กล่าวและว่า
ขณะที่อีกด้านราคาสินทรัพย์ของบริษัทยุโรปในปัจจุบันมีราคาที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูก บางรายราคาปรับลดลงมากถึง 50% แต่มีเทคโนโลยีระดับสูง ก็ถือเป็นโอกาสของบริษัทไทยที่จะเข้าไปลงทุนหรือซื้อกิจการในยุโรปเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มีความแข็งแกร่งเช่น ธุรกิจอาหาร ยานยนต์ ค้าปลีกค้าส่งผ่านตัวเชื่อมที่เป็นธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ เพราะนั่นหมายถึงบริษัทไทยจะได้พัฒนาเทคโนโลยีสู่ขั้นสูงและได้ฐานลูกค้าในตลาดทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ของไทยก็ค่อนข้างตื่นตัว แม้เศรษฐกิจยุโรปจะยังคงเปราะบางแต่เชื่อว่าน่าจะถึงจุดต่ำสุดภายในปีนี้
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันธนาคารมีดิวการลงทุนซื้อกิจการ (M&A) ในมือมากกว่า 10 ดิว ทั้งในอินโดนีเซีย เวียดนาม สปป.ลาว ซึ่งเป็นผลจากการประกาศตัวเป็นเอเชียนแบงก์และเข้าไปจับมือกับพันธมิตรทำให้มีเครือข่ายการให้บริการได้อย่างครอบคลุม โดยในจำนวนนี้เป็นดิวระหว่างไทยและยุโรปประมาณ 2-3 ดิว ภายหลังการผนึกกำลังกับคอมเมิร์ซแบงก์เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา คาดว่าจากนี้จะเพิ่มเข้ามามากขึ้น
"นอกจากการจับมือกับธนาคารในยุโรปแล้ว ธนาคารยังมีแผนเข้าไปจับมือกับธนาคารในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ร่วมมือกับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งการร่วมมือกันจะต้องมีธุรกิจที่มีความคล้ายกัน รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆ สิ่งสำคัญเมื่อร่วมเป็นพันธมิตรแล้วการจะทำดิวให้ประสบความสำเร็จเพื่อแข่งกับสิงคโปร์ มาเลเซีย ที่มีความแข็งแกร่ง ดิวที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นดิวที่เกี่ยวข้องกับบริษัทไทยโดยตรง เช่น ผลิตในไทยเพื่อส่งออก หรือจะต้องเป็นดิวที่มีบริษัทไทยร่วมด้วย ไม่ใช่ดิวระหว่างต่างประเทศกับต่างประเทศ "
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,819 วันที่ 17 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




