สศค. -สคร. เดินหน้าปฏิรูปแบงก์รัฐมุ่งผนึกนโยบายปล่อยสินเชื่อ คู่ขนานสางหนี้ก่อนทยอยเพิ่มทุนแสนล้าน แย้มรอบแรกอุ้มเอสเอ็มอีแบงก์พันล้านในปีงบประมาณ 57 จากแผนเพิ่มทุน 2 ครั้ง ยันรัฐมีกระแสเงินกว่า 3แสนล้านพร้อมถมทุนให้เต็มแต่มีเงื่อนไข ด้านฟิทช์ เรตติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิต 3แบงก์รัฐ
ประสงค์ พูนธเนศ นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังเมื่อวันพุธที่ 13กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้หารือถึงระบบปฏิรูปสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ทั้ง 6 แห่ง โดยเฉพาะนโยบายการปล่อยสินเชื่อ และหลังจากนี้ รายงานผลการตรวจสอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องส่งรายงานให้กับ สคร. ที่ดูแลกำกับหลักปฏิบัติโดยตรง เพื่อจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที จากที่ผ่านมาส่งให้เฉพาะสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่กำกับนโยบายเท่านั้น ขณะนี้ ทาง สคร. ได้เริ่มระบบการปล่อยสินเชื่อ โดยพิจารณาเปรียบเทียบความสำเร็จ จากสัดส่วนจำนวนราย แทนของเดิมเทียบจากสัดส่วนจำนวนเงิน พร้อมกับลงลึกถึงกระบวนการปล่อยสินเชื่อภาพรวม ให้มุ่งเน้นสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยเป็นหลัก เพื่อปิดช่องว่างกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์เข้าไม่ถึงซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งและทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรง ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังตั้งกรรมการตรวจสอบการทุจริตควบคู่ไปด้วย อีกทั้ง Sfis ทั้งระบบต้องดำเนินนโยบายเชื่อมโยงกันแต่ไม่แย่งฐานลูกค้ากัน เช่น การปล่อยกู้สินเชื่อบ้าน ควรจะเป็นหน้าที่หลักของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แต่หากผู้กู้มาขอยื่นกู้ที่ธนาคารออมสิน ก็ดำเนินการรับพิจารณาสินเชื่อได้ แต่ธนาคารออมสินจะต้องส่งต่อให้กับ ธอส. ดำเนินการปล่อยกู้เท่านั้น ขณะที่ธนาคารออมสิน จะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากการวิเคราะห์สินเชื่อ ต่อข้อถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น นายประสงค์ กล่าวว่า เกิดจากตัวบุคคล ที่อาศัยช่องว่างของนโยบายกำกับดูแล เช่น บางกรณี ผู้กู้ทรัพย์สินไม่พอในการกู้ เอา บสย.มาค้ำ ต่อมาเมื่อลูกหนี้ขาดการผ่อนชำระต่อจึงเกิดผลกระทบกับธนาคาร เพราะหลักประกันไม่คุ้ม ดังนั้น ขณะนี้ต้องดำเนินการคู่ขนานกับการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดความเดือดร้อนก่อนที่จะอนุมัติเงินเพิ่มทุน 2 ครั้งในปีงบประมาณปี 56และปี 57 เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ อาจได้งบประมาณก้อนแรกประมาณพันล้านบาท จากที่เสนอขอมาจำนวน 5 พันล้านบาท (ด้านไอแบงก์เตรียมเสนอขอเพิ่มทุน 1.3 หมื่นล้านบาทอยู่ระหว่างการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางในการจัดทำแผนก่อนนำเสนอกลับไปยังกระทรวงการคลังอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์นี้)
"เชื่อว่า แบงก์รัฐที่รัฐค้ำประกันอยู่ ถึงเจ๊งแต่ก็เจ๊งไม่ได้ ซึ่งหากพิจารณาวงเงินเพิ่มทุน ที่รัฐจะต้องอุ้มแบงก์รัฐทั้งระบบขณะนี้ถึงแสนล้านบาท หากถามว่า ถ้ารัฐจะต้องอุ้มทั้งหมดทำได้หรือไม่ ตอบว่า ตอนนี้ทำได้ เพราะกรมบัญชีกลางมีเงินสดเกินดุล 3 แสนกว่าล้านบาท เข้าอุ้มก็ได้ จะถมก็เต็ม แต่ต้องพิจารณาว่าเป็นการใช้เงินที่เหมาะสม และการแก้หนี้ยังจบได้ เพราะหนี้เสีย ในทางบัญชี นอกจากหนี้ NPL แล้วยังมีหนี้ NPA ที่ซ้อนอยู่มาหักลบได้ มูลหนี้จริงก็จะลดลงอีก"
อนึ่ง ที่ผ่านมาม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุไว้ก่อนหน้าว่าในช่วง 7 ปี (ระหว่างปี 2555-2562) รัฐจะมีภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1 แสนล้านบาท
ล่าสุด ฟิทช์ เรตติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตของ 3 ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพและอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha) พร้อมคงอันดับเครดิตสนับสนุนของธอส.ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ที่ "2" สะท้อนบทบาทสำคัญทั้ง 3 ธนาคารในการสนับสนุนนโยบายรัฐต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้านพัฒนาสังคม/ส่งเสริมสวัสดิภาพของประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,819 วันที่ 17 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




