ปปง.ลุ้นผลประเมินไอเอ็มเอฟ 19 ก.พ.เดินหน้าเตรียมรองรับรายชื่อแบล็กลิสต์จากยูเอ็น ซึ่งอยู่ระหว่างทบทวนรายชื่อและแนวปฏิบัติสำหรับขึ้นบัญชีดีคนในประเทศ แย้มธุรกรรมน่าสงสัยเยอะแต่ยังเป็นความลับ ล่าสุดบอร์ดธุรกรรมอนุมัติยึด/อายัดทรัพย์ชั่วคราว 30 คดีให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สิน
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ระหว่างรอประกาศกฎกระทรวง กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ภายหลังที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแล้วนั้น
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขั้นตอนจากนี้ไปปปง.อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในทางปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบและกฎกระทรวง ฉบับสำคัญๆที่ประกาศออกมา 3ฉบับคือ กฎกระทรวงการกำหนดให้ผู้ที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้ายตามมติของหรือประกาศภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดและกฎกระทรวงการพิจารณารายชื่อและการทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดของปปง.และคณะกรรมการธุรกรรม(บอร์ดธุรกรรม) ,กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานป้องกันโดยทั้ง 2 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 5 กุมภาพันธ์และกฎหมายปราบปรามการฟอกเงินประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8กุมภาพันธ์ 2556
ต่อข้อถามถึงความคืบหน้าหลังร่างกฎหมายผ่านการพิจารณาแล้วนั้น เลขาธิการปปง.กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายภายใต้มาตรฐานสากลแล้ว เบื้องต้นในการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน แฟตเอฟ(FATF) ที่กรุงปารีส ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นั้นสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าทางการไทยมีความคืบหน้าทางกฎหมาย แม้ FATFจะไม่ปลดประเทศไทยในทันทีแต่จะไม่มีการตอบโต้เรื่องที่เป็นประเทศไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานซึ่งจะเอื้อต่อการทำธุรกรรมทางการเงินที่คล่องตัวขึ้น
"เราอยากให้ปลดเมืองไทยให้พ้นจากบัญชีรายชื่อประเทศ โดยการประชุมแฟตเอฟนั้นจะนำความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมาย 2 ฉบับ และร่างกฎกระทรวงอีก 3 ฉบับรายงานต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาดำเนินการให้ปลดประเทศไทยออกจากบัญชีรายชื่อประเทศกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการฟอกเงิน"
แนวทางดำเนินงานเกี่ยวกับกำหนดรายชื่อของผู้ก่อการร้ายหรือสนับสนุนการก่อการร้ายนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ รายชื่อที่ปปง.จะได้รับจากยูเอ็นส่งมาให้ซึ่งเป็นรายชื่อสากล สำหรับรายชื่อผู้ก่อการร้ายหรือสนับสนุนการก่อการร้ายในประเทศต้องกำหนดแนวทางอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สอดคล้องนายวีรพงษ์ บุญโญภาส ผู้เชี่ยวชาญอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการธุรกรรมปปง.กล่าวว่า สิ้นปีนี้ปปง.จะทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้รับรายชื่อของยูเอ็นเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายหรือผู้สนับสนุนการก่อการร้ายซึ่งบอร์ดธุรกรรมต้องกำหนดเป็นรายชื่อแบล็กลิสต์ อีกทั้งต้องวางแนวปฏิบัติในการกำหนดรายชื่อแบล็กลิสต์ของผู้ก่อการร้ายหรือคนในประเทศด้วย
ทั้งนี้ตามกฎกระทรวงกำหนดว่า เมื่อปปง.ได้รับคำร้องขอหรือจากการตรวจสอบของสำนักงานแล้วมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ใดมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลดังกล่าวให้สำนักงานเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพิจารณากำหนดรายชื่อคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย เลขาธิการปปง.เป็นประธาน ผู้แทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้แทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนกรมองค์การระหว่างประเทศ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานปปง.และผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นกรรมการพิจารณารายชื่อก่อนเสนอบอร์ดธุรกรรมพิจารณาให้ความเห็นชอบให้สำนักงานส่งรายชื่อนั้นให้พนักงานอัยการพิจารณาคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดโดยไม่ชักช้า
กรณีเพิกถอนรายชื่อนั้น กฎกระทรวงระบุ เมื่อศาลมีคำสั่งให้ผู้ใดเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดแล้ว ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปให้สำนักงานเสนอบอร์ดคณะหนึ่งพิจารณารายชื่อก่อนเสนอบอร์ดธุรกรรมพิจารณาและส่งรายชื่อนั้นให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด
ต่อข้อถามถึงการประชุมบอร์ดธุรกรรมนั้น นายวีระพงษ์กล่าวว่า กำหนดประชุม 2 ครั้งต่อเดือนที่ผ่านมาประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง(29 มกราคมและ 14 กุมภาพันธ์) ส่วนวาระของการประชุมนั้นเป็นการพิจารณายึดหรืออายัดทรัพย์ชั่วคราวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไปในการตรวจสอบทรัพย์สินประมาณ 30 คดีส่วนใหญ่เกี่ยวกับยาเสพติด, อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่นผิดพ.ร.บ.กู้ยืม ฉ้อโกงประชาชนและคอลล์เซ็นเตอร์ เป็นต้น ขณะที่ธุรกรรมน่าสงสัยนั้นมีจำนวนหลายรายแต่ยังเป็นความลับอยู่
ต่อข้อถามถึงประเด็นที่ยังเป็นห่วงนั้น นายวีระพงษ์กล่าวว่า ภายในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)จะประเมินฐานะปปง.จากประเทศที่มีความเสี่ยงนั้น ในหลักการตรวจสอบว่ามีกฎหมายตามหลักเกณฑ์สากลหรือมีกฎหมายเพียงพอหรือไม่และผลคืบหน้าจากข้อสังเกตก่อนหน้าว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาจากปัญหาไทยติดกลุ่มประเทศเสี่ยงทำให้ธนาคารในสหรัฐฯไม่ผ่านเช็คของธนาคารไทยแห่งหนึ่ง ดังนั้น หากผลประเมินไอเอ็มเอฟครั้งนี้ไม่ผ่านอาจส่งผลต่อการทำธุรกรรมบัตรเครดิตใน 30 ประเทศ
"ความสำคัญทั้งไอเอ็มเอฟนั้นมีการตอบโต้เป็นรูปธรรมมาแล้ว ส่วนFATFก็เป็นหลักการให้ปฏิบัติเราจึงเป็นห่วงผลประเมินของทั้ง 2องค์กรเมื่อมาตรวจสอบหรือประเมินแล้วจะมีความเห็นอย่างไร ซึ่งกรอบของต่างประเทศนั้นเข้มมาก เราก็ทำตามสุดความสามารถเพื่อให้ธุรกรรมของประเทศเดินต่อไปได้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,819 วันที่ 17 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




