ผู้ผลิตเหล็กลวด เปิดศึกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กลุ่มนำเข้าเหล็กจากจีนวิ่งล็อบบี้"บุญทรง"ขอให้ระงับการไต่สวนสัปดาห์นี้ แจ้งเหตุสินค้าในประเทศไม่ได้คุณภาพ แถมหากตั้งกำแพงภาษี กระทบต่อราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตอย่างทาทาสตีล สวนกลับยื่นเสนอมาตรการฉุกเฉินขึ้นภาษี 15.98 % ก่อน หากพิสูจน์ได้ว่าไม่จริงขอคืนภายหลังได้
นายสุนทร กระตุฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไวร์ อินดัสทรี จำกัด เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในสัปดาห์นี้กลุ่มผู้ผลิตลวดเหล็กกว่า 20 บริษัท และสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย มีสมาชิก 108 บริษัท จะเข้าพบนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน เพื่อสั่งให้ยุติหรือชะลอการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนสูง รวมถึงเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่เจือธาตุอื่นจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กรมการค้าต่างประเทศได้ประกาศให้มีการไต่สวนการทุ่มตลาด เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 ตามคำขอของบริษัท เอ็น.ที.เอส.สตีล กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ในเครือบริษัท ทาทาสตีล (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) เพื่อให้มีการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือแอนตี้ดัมปิ้ง(เอดี) โดยการขึ้นกำแพงภาษีสำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงในอัตรา 15.98 % ที่คาดว่าจะเริ่มพิจารณาขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากผู้เกี่ยวข้องต่างๆแล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันหากกลุ่มผู้ร้องได้มีการยื่นขอให้ออกมาตรการฉุกเฉินชั่วคราวมาใช้ระหว่างการไต่สวน โดยการขึ้นกำแพงภาษี ก็จะขอระงับไว้ก่อนจนกว่าการไต่สวนจะได้ข้อยุติ
ทั้งนี้ เนื่องจากลุ่มผู้ผลิตเหล็กเห็นว่า หากมีมาตรการเอดีออกมา จะนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเหล็กจากจีนสูงขึ้น จากปัจจุบันจะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าสูงขึ้นประมาณ 10-15 % เนื่องจากปริมาณการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ และยังต้องนำเข้าประมาณ 75 % จากประเทศจีนเป็นหลัก กระทบระบบห่วงโซ่อุปทาน ทั้งโครงการก่อสร้างของภาครัฐและเอกชน ที่มีงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล และหากต้องใช้เหล็กลวดในประเทศมากขึ้น จะประสบปัญหาด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่นำไปผลิต เนื่องจากผู้ผลิตภายในประเทศยังไม่ได้แก้ปัญหาด้านคุณภาพ ซึ่งจะกระทบต่อผู้บริโภคปลายทางระยะยาว
นอกจากนี้ยังจะทำให้ผู้ใช้สินค้าต่อเนื่อง เช่น เสาเข็ม เสาไฟฟ้า คานสะพาน แผ่นพื้น ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีกว่า 1 พันราย จะกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น เป็นการซ้ำเติมปัญหาค่าแรงที่ปรับตัวสูงอยู่ในขณะนี้
ด้านนายศิโรโรตม์ เมธมโนศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-ทรัพยากรบุคคลและบริหาร บริษัท ทาทาสตีลฯ เปิดเผยว่า ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ บริษัทจะทำหนังสือไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ออกมาตรการฉุกเฉินชั่วคราวระหว่างที่มีการเปิดพิจารณาไต่สวนการทุ่มตลาด โดยได้เสนอให้ขึ้นภาษีที่อัตรา 15.98 % ไปก่อน เพราะมองว่ากว่าการจะพิจารณาแล้วเสร็จอาจต้องใช้ระยะเวลานาน 6-12 เดือน ซึ่งในฐานะผู้ผลิตเหล็กลวดคาร์บอนสูงไม่สามารถรอได้ เนื่องจากเวลานี้ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเหล็กจากจีนอย่างมาก เห็นได้จากส่วนแบ่งการตลาดหายไปมากจากที่เคยอยู่ในระดับ 33 % ขณะนี้ลดลงมาเหลือ 23 % ทำให้ผู้ผลิตในประเทศบางรายต้องหยุดกิจการไปแล้ว และบางรายไม่สามารถขยายกิจการได้ เป็นการทำลายระบบอุตสาหกรรมผลิตเหล็กในประเทศ
"กำลังการผลิตเหล็กลวดขณะนี้เหลือเกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศจากที่มีอยู่ประมาณ 2.5-3 แสนตันต่อปี แต่บริษัทในเครือทาทาสตีลมีกำลังการผลิตสูงถึง 6.5 แสนตันต่อปี แต่ปัจจุบันผลิตได้เพียง 60 % ของความต้องการใช้เท่านั้น ซึ่งการขอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเอดี ไม่ใช่เป็นการกีดกันการนำเข้า แต่ต้องการให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม เพราะราคาเหล็กลวดที่นำเข้ามาต่ำกว่าราคาเหล็กที่ผลิตในประเทศถึง 14 % ทั้งที่เหล็กนำไปใช้งานไม่แตกต่างกัน ซึ่งการมีมาตรการฉุกเฉินออกมาก่อน หากพิจารณาแล้วว่าไม่มีการทุ่มตลาดผู้นำเข้าเหล็กก็สามารถขอคืนภาษีภายหลังได้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,819 วันที่ 17 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




