"ธานินทร์" ฟุ้ง 3 ปีล้างขาดทุนสะสม-สางหนี้เน่า 3.9 หมื่นล./ปีแรกตั้งเป้าปรับโครงสร้าง 6 พันล้านรื้อระบบคุมวงเงินอนุมัติสินเชื่อ วาดแผนเพิ่มรายย่อยสัดส่วน 50% เผยตลอด 10 ปีมีแค่ 3% พร้อมหาช่องกำไรสร้างรายได้ค่าฟีจากกลุ่มนักท่องเที่ยว ด้านธพว.รับโจทย์เสนอแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูรายงานคลัง-อุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ธานินทร์ อังสุวรังสี นายธานินทร์ อังสุวรังสี ผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (Ibank) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของธนาคารในปี 2556 โดยระบุว่า จะมุ่งเน้นทบทวนวิสัยทัศน์และพันธกิจให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งธนาคาร และพิจารณาหลักการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบและรัดกุม โดยตั้งเป้าปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล (NPL) ที่ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านบาทให้ได้ภายใน 3 ปี ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าลดเอ็นพีแอลลง 6 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดี ปีนี้ธนาคารจะไม่เน้นการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นมากนัก แต่จะรักษาระดับสินเชื่อคงค้างไว้ที่ 1.22 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2555 โดยเน้นกลุ่มลูกค้ารายย่อยและชาวมุสลิม ซึ่งจากระยะ 10 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนเพียง 3% ของสินเชื่อรวมเท่านั้น ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% รวมถึงขยายรายได้ค่าธรรมเนียม จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น ทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการผ่านเอทีเอ็มและบริการแลกเงิน เพื่อให้สัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 50% ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำมาก ขณะเดียวกันธนาคารยังอยู่ระหว่างการทบทวนการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ขายผ่านสาขากว่า 107 แห่งทั่วประเทศให้มีความน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารจะเชิญลูกหนี้รายใหญ่ที่มีปัญหาอยู่ประมาณ 100 ราย ซึ่งมีมูลหนี้แต่ละรายเกินกว่า 100 ล้านบาท ให้เข้ามาเจรจาครบภายในสิ้นปีนี้ โดยลูกหนี้ส่วนใหญ่พร้อมเข้ามาเจรจา ซึ่ง 50-60% เป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัด ที่เหลือเป็นธุรกิจการค้า หากรายใดไม่พร้อมเจรจาหรือไม่พร้อมปฏิบัติตาม ธนาคารจะใช้กฎหมายเข้าไปดำเนินการ
ปัจจุบันธนาคารสามารถเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ได้แล้วประมาณ 10 ราย อีกทั้งจะมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่มากขึ้น ขณะที่ลูกค้ารายย่อยจะทยอยปรับโครงสร้างหนี้ให้ได้ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ในภาคใต้
"ปัญหาหนี้ของธนาคารที่เกิดขึ้นนั้น มาจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ 1. วิธีการพิจารณาไม่รอบคอบ ดูกระแสเงินสดมากกว่ามูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2. การประเมินหลักประกันไม่ถูกต้อง คือประเมินเกินกว่าความเป็นจริง เมื่อมีปัญหาจึงเรียกร้องหลักประกันไม่คุ้มมูลหนี้ 3. เจ้าหน้าที่แบงก์มีความหละหลวมในการอนุมัติและไม่ได้ติดตามความคืบหน้า และจากนี้แบงก์จะเข้มงวดในการอนุมัติวงเงิน โดยระดับผู้จัดการจะควบคุมไว้ที่ 200 ล้านบาท ระดับบอร์ดบริหารอยู่ที่ 500 ล้านบาท หากวงเงินสินเชื่อเกินกว่านี้จะต้องผ่านการพิจารณาของบอร์ดใหญ่ ส่วนสำนักงานสาขาควบคุมไว้ที่ 50 ล้านบาท หรือวงเงินต่อรายอยู่ที่ 3 หมื่นบาท"
ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริหาร และประธานคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ (ธพว.) กล่าวว่า จากนี้ไปธนาคารจะต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับภารกิจหลัก สำหรับแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟู ธพว.นั้นจะสรุปความคืบหน้ารายงานเป็นระยะอย่างต่อเนื่องกับกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม
อนึ่ง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)ระบุว่าไอแบงก์นั้น ก่อนจะเพิ่มทุนหรือภายใน 6 เดือนธนาคารต้องดำเนินงานตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ให้ได้ ซึ่งเม็ดเงินเพิ่มทุนจะมีจำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลประเมินตามประสิทธิภาพของการปรับโครงสร้างหนี้ โดยทั้งสศค.และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)จะตั้งทีมทำงานติดตามดูแลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ารายวันและติดตามผลรายสัปดาห์เพื่อให้ปรับโครงสร้างหนี้ให้สำเร็จพร้อมเสนอจัดตั้งที่ปรึกษาของกรรมการผู้จัดการช่วยด้านประเมินสินเชื่อหรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริหารโดยให้ธนาคารเสนอทีมที่ปรึกษาภายนอกแบบรายปี โดย สศค. จะเสนอกระทรวงการคลังต่อไป ทั้งนี้ในส่วนของ ธพว. ก็ให้ดำเนินงานตามแนวทางเดียวกับไอแบงก์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,818 วันที่ 14 - 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




