กลุ่มบี.กริม รุกหนักธุรกิจโรงไฟฟ้าเอสพีพี ตั้งเป้าผลิต 2 พันเมกะวัตต์ภายในปี 2562 จากปัจจุบันอยู่ที่ 500 เมกะวัตต์ พร้อมทุ่มเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาทใน 8 ปี ขยายลงทุนธุรกิจ มั่นใจปีนี้รายได้เติบโต17.7% อยู่ที่ 2.35 หมื่นล้านบาท ผู้บริหารเผยอยู่ระหว่างพิจารณาซื้อกิจการโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศในต่างประเทศ หวังขยายสัดส่วนรายได้ในอนาคต
ฮาราลด์ ลิงค์ นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมองการขยายตัวธุรกิจผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ซึ่งบริษัทบี.กริมฯและบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ในฐานะบริษัทในเครือ มีแผนจะขยายโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(เอสพีพี) เพิ่มขึ้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 2 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตรวม 240 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี จังหวัดปทุมธานี และยังมีอีก 8 โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ดังนั้นจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 500 เมกะวัตต์ เป็น 2 พันเมกะวัตต์ใน 8 ปีข้างหน้า
"บริษัทไม่มีความสนใจเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าภาคเอกชนขนาดใหญ่(ไอพีพี) ที่กระทรวงพลังงานเปิดประมูล 5.4 พันเมกะวัตต์ เนื่องจากบริษัทไม่มีพื้นที่ รวมทั้งยังคงเน้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอสพีพีเป็นหลัก เพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับนิคมอุตสาหกรรม ปัจจุบันบริษัทจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าจำนวน 200 ราย ทั้งในไทยและเวียดนาม ส่วนโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าเอสพีพีในนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่านั้น บริษัทก็สนใจแต่ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มอมตะ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้วย"
อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจผลผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยในปี 2556 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2.35 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 17.7% จากปีก่อน โดยส่วนใหญ่จะมาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่คาดว่าปีนี้จะมีรายได้อยู่ที่ 1.29 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 56% เทียบกับปีก่อนที่ 48% เนื่องจากจะมีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะเสร็จภายในปีนี้จำนวน 2 แห่ง ซึ่งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ขณะที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจเครื่องปรับอากาศจะอยู่ที่ 4.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 18% จากปีก่อนที่ 20%
นายลิงค์ กล่าวอีกว่า บริษัทมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนในช่วงปี 2555-2562 อยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าให้ได้ตามแผน และตั้งเป้าจะขยายเป็น 5 พันเมกะวัตต์ ในอนาคต เบื้องต้นยังไม่กำหนดว่าจะต้องเป็นปีไหน แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าไอพีพีในต่างประเทศ หรืออาจอยู่ในรูปของการซื้อกิจการ ก็จะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทเป็นไปตามเป้าเร็วยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันก็สนใจทุนด้านพลังงานทดแทน อาทิ ลม แสงแดด และน้ำ โดยในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กำลังพิจารณาโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรที่มาเลเซีย ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลม อยู่ระหว่างการพิจารณาไว้ 2 โครงการ ขนาดโครงการละ 40 เมกะวัตต์ ซึ่งพิจารณาไว้ทั้งในและต่างประเทศ แต่ต้องรอความชัดเจนจากนโยบายของภาครัฐก่อน ส่วนโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องรอผลสรุปราคารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบฟีดอินทาริฟจากกระทรวงพลังงานเช่นกัน
สำหรับในปี 2556 บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า และขยายกำลังการผลิตเครื่องปั๊มน้ำเพิ่มอีก นอกจากนี้จะขยายกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศ ในโรงงานใหม่ของโตชิบาในนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี และเตรียมจะส่งออกตลาดเมียนมาร์ภายในปีนี้ ขณะเดียวกันยังพิจารณาการลงทุนโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศในเมียนมาร์ด้วย แต่ขณะนี้กฎระเบียบการลงทุนในประเทศเมียนมาร์ยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนขยายธุรกิจเครื่องปรับอากาศร่วมกับบริษัท เบเจอร์ บี.กริม จำกัด เพื่อเข้าซื้อกิจการบริษัทผลิตเครื่องปรับอากาศ โดยพิจารณาไว้ 3 ประเทศคือ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย
ปัจจุบันกลุ่มบี.กริม มีรายได้จาก 6 หน่วยธุรกิจรวมทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 9.3% ในปี 2554 โดยการเติบโตดังกล่าวมาจากการขยายตัว 17.9% ของธุรกิจอย่างต่อเนื่องจากการเริ่มดำเนินการของโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ของบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ประกอบกับการขยายตัวของธุกิจอื่นๆ อาทิ เครื่องปรับอากาศ กลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพ กลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์ เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มบี.กริม ยังเตรียมขยายธุรกิจเพื่อรองรับเออีซีด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,818 วันที่ 14 - 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




