ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ และความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ถ่างกว้างมากยิ่งขึ้นระหว่างคนรวยและคนจนในหลายประเทศส่งผลให้ฝ่ายบริหารทั่วโลกปรับนโยบายมุ่งสู่การแก้ปัญหาแบบยิงนก 2 ตัวด้วยกระสุนนัดเดียวอย่างง่ายๆ คือการออกนโยบายให้คนรวยเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาชาติดังกล่าวให้มากขึ้น หรือพูดสั้น ๆ เข้าใจง่ายๆ ก็คือเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้นนั่นเอง
ตัวอย่างเกี่ยวกับนโยบายการเก็บภาษีคนรวยที่มีรายงานกันมาอย่างต่อเนื่องแล้วมีหลายประเทศ ที่เป็นข่าวฮือฮาและมีการเดินหน้าผลักดันแล้วก็คือ นโยบายภาษีใหม่ของรัฐบาลประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ผู้นำฝรั่งเศสนิยมซ้าย ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี2556 นี้ ซึ่งนโยบายที่มีเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณของประเทศให้เหลืออยู่ที่ระดับ 3% ภายในปีนี้ จากระดับ 4.5% ในปี2555 ดังกล่าวจะมีการจัดเก็บภาษีจากคนรวย หรือ ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1 ล้านยูโร (ราว 39.7 ล้านบาท) สูงมากถึง 75%
นอกจากนโยบายเก็บภาษีคนรวยของฝรั่งเศสแล้ว แผนการจัดเก็บภาษีของสหรัฐที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา กำลังผลักดัน ก็มีการเก็บภาษีให้คนรวยต้องเสียภาษีขั้นต่ำเพิ่มขึ้น โดยในแผนรายจ่ายของปีงบประมาณ 2556 ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โอบามาเสนอแนวทางลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนพร้อมกับช่วยลดการขาดดุลงบประมาณผ่านการเก็บภาษีจากคนฐานะดีเพิ่ม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปี ซึ่งเป็นการนำข้อเสนอของมหาเศรษฐีวอร์เรน บัฟเฟตต์หรือที่เรียกว่า “บัฟเฟตต์ รูล” มาใช้ ด้วยการเก็บภาษีผู้มีรายได้เกิน 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีอย่างน้อย 30% และยังมีการยกเลิกการลดหย่อนภาษีให้กับบริษัทกองทุนส่วนบุคคล บริษัทน้ำมันและก๊าซ นอกจากนี้ แผนฉบับนี้ยังระบุว่าจะเก็บภาษีเงินปันผลในอัตราเดียวกับรายได้ทั่วไปสำหรับผู้มีเงินได้มากกว่า 250,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งจะทำให้คนรวยต้องจ่ายภาษีเงินปันผลในอัตราสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า จากเดิม 20% เป็น 39.6% ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีให้กับรัฐได้ราว 2.06 แสนล้านดอลลาร์ใน 10 ปีด้วย
นอกจากฝรั่งเศสและสหรัฐแล้ว ล่าสุด มีข่าวว่า รัฐบาลจีน ประเทศที่ถูกจับตาและคาดการณ์ว่าจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกแทนที่สหรัฐในระยะใกล้นี้ ก็มีแผนที่จะงัดเอานโยบายเก็บภาษีคนรวยมาใช้บ้างเหมือนกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และควบคุมความสงบในสังคม
ทั้งนี้ ทางการจีนได้เปิดเผยร่างแผนการสำหรับการลดช่องว่างรวย-จนในประเทศ ที่รวมถึง การกำหนดให้บุคคลทั่วไปที่มีฐานะร่ำรวย ผู้เก็งกำไรที่ดิน และชาวต่างชาติ ต้องจ่ายภาษีมากขึ้น ทั้งยังกำหนดให้ธุรกิจผูกขาดกิจการของภาครัฐ จะต้องส่งมอบกำไรจำนวนมากขึ้นให้กับรัฐบาล และจำกัดเพดานการจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้บริหาร นอกเหนือไปจากการเพิ่มเพดานภาษีสรรพสามิตในสินค้าหรูหราประเภทต่างๆ รวมทั้งการยกเลิกมาตรการที่จะไม่เก็บภาษีรายได้บุคคลต่างชาติที่เข้ามาทำงานในจีน รวมถึง เงินปันผล และเงินทุนที่ได้ในจีนด้วย
เป็นที่คาดกันว่า ทางการจีนน่าจะเผยแพร่เอกสารปฏิรูปภาษีฉบับนี้ ซึ่งเริ่มจัดทำกันตั้งแต่ปี 2547 ได้ภายในช่วงปลายปีนี้ ในฐานะผลงานชิ้นสำคัญชิ้นสุดท้าย ที่เกิดจากการริเริ่มของนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ที่กำลังจะลงจากตำแหน่งในปีหน้า




