ประธานอีซีบีชี้เงินยูโรแข็งค่ามีโอกาสกลายมาเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แต่ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะเข้าแทรกแซง ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในทันที
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ค่าเงินยูโรที่แข็งขึ้นในช่วงนี้ก่อให้เกิดความกังวลต่อภาคธุรกิจและนักการเมืองในยูโรโซน เนื่องจากหากค่าเงินแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจจะส่งผลกระทบต่อสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งในปีนี้จากการส่งออกที่อยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น
มาริโอ ดรากี นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ปฏิเสธว่าอีซีบีไม่ได้มีความพยายามที่จะเข้าแทรกแซงค่าเงินยูโร โดยตระหนักดีกว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการเกิดสงครามค่าเงินระหว่างค่าเงินสกุลหลักๆ อย่างดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเงินเยน อย่างไรก็ดีนายดรากีส่งสัญญาณที่นักวิเคราะห์ตีความว่า หากยูโรแข็งค่าขึ้นมาก มีโอกาสที่อีซีบีอาจจะดำเนินมาตรการบางประการ
"อัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่เป้าหมายในทางนโยบาย แต่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการเติบโตและเสถียรภาพด้านราคา" นายดรากีกล่าวในการแถลงข่าวภายหลังการประชุมประจำเดือนของอีซีบีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (7 ก.พ.) โดยที่ประชุมอีซีบีมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% เท่าเดิม
นายดรากีพยายามหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวอย่างชัดเจนถึงความเป็นไปได้ในการเข้าแทรงแซงเพื่อลดค่าเงินยูโรลง โดยประธานอีซีบีกล่าวว่า ค่าเงินยูโรในเวลานี้ไม่ห่างจากค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมามากนัก แต่ก็กล่าวเสริมว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ อาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน
คาร์สเทน เบอร์เซสกี นักวิเคราะห์จากไอเอ็นจี แบงก์ ระบุในรายงานว่า "ความท้าทายสำคัญที่สุดของดรากีคือแสดงให้เห็นทักษะพิเศษในการใช้คำพูดเข้าแทรกแซงเพื่อลดอัตราแลกเปลี่ยนของเงินยูโรลง และเขาประสบความสำเร็จ" ขณะที่วาเลนติน มารินอฟ นักยุทธศาสตร์ด้านค่าเงินจากซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า "นักลงทุนจะให้ความสนใจว่าถ้าค่าเงินยูโรแข็งขึ้นอีกมากอาจทำให้อีซีบีออกมาตรการเพื่อตอบสนองเร็วกว่าความคาดหมาย"
ทันทีที่นายดรากีให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ค่าเงินยูโรลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 1.34 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อยูโรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม โดยเพียงเมื่อ 6 เดือนก่อนค่าเงินยูโรมีการซื้อขายอยู่ในระดับ 1.21 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อยูโร ขณะที่สถิติการแข็งค่าสูงสุดของเงินยูโรอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1.60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อยูโรเล็กน้อยเมื่อเดือนเมษายน 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังทวีความรุนแรง
นายดรากีเน้นย้ำถึงแนวโน้มของดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ช่วงที่ผ่านมาว่ายูโรโซนจะก้าวพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในปีนี้ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ดัชนีภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธันวาคมจากเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่เดือนพฤศจิกายนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเยอรมนีหดตัว ส่งสัญญาณถึงสถานการณ์ที่ดีขึ้นในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินยูโรเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยอาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกด้วยการทำให้ราคาสินค้าจากยูโรโซนแพงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอื่น ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินยูโรปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงระดับสูงสุดในรอบปี
ดรากีกล่าวว่า การแข็งค่าของเงินยูโรเป็นสัญญาณของความเชื่อมั่นที่ฟื้นคืนกลับมา นักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า ค่าเงินอาจจะต้องเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกมากก่อนที่อีซีบีจะดำเนินมาตรการใดๆ อาทิ ลดอัตราดอกเบี้ย
ค่าเงินยูโรแข็งส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลดี โดยช่วยให้สินค้านำเข้า โดยเฉพาะน้ำมันดิบ มีราคาถูกลง ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน "ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินยูโรแข็งค่าคือวิกฤติหนี้สาธารณะที่คลี่คลายลง ซึ่งนับว่าเป็นผลดีต่อการเติบโตของยูโรโซน โดยอีซีบีน่าจะปล่อยให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นและมีโอกาสน้อยที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้ง" ยอร์ก คราเมอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากคอมเมิร์ซแบงก์ แสดงความเห็น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,817 วันที่ 10 - 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




