หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจโลก ธ.โลกหนุนการพัฒนาในเมียนมาร์

ธ.โลกหนุนการพัฒนาในเมียนมาร์

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกซึ่งได้เข้าไปพบปะประธานาธิบดี เต็ง เส่ง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลเมียนมาร์และนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาเปิดเผยว่า ความเสี่ยงทางการเมืองในเมียนมาร์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนกำลังลดลง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปฏิรูปในหลายๆด้าน 

altคณะเจ้าหน้าที่ของธนาคารโลกเข้าพบประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของเมียนมาร์เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมาประเด็นสำคัญสำหรับเมียนมาร์ในเวลานี้ก็คือจะรับมือหรือบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ได้หรือไม่และอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือทางการเมือง
    นายจิน ยอง ไค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฟแนนซ์ คอร์ป. หน่วยงานภาคเอกชนของธนาคารโลก ซึ่งเป็นผู้นำคณะเปิดเผยว่า ฝ่ายการเมืองของเมียนมาร์มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่ดี ดังนั้น ความเสี่ยงทางการเมืองที่จะมีผลต่อการลงทุนก็จะหมดไปในที่สุด และการปฏิรูปในเมียนมาร์จะไม่ถอยหลังกลับ
    ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่เมียนมาร์มีการเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 2553 และได้มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลพลเรือนโดยการนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้มีความพยายามปฏิรูปประเทศในทุกๆด้าน แต่นักลงทุนต่างชาติก็ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในเมียนมาร์ ว่าจะต้องมีเส้นสายกับบรรดานักธุรกิจท้องถิ่นที่มีสายสัมพันธ์อันดีหรือเป็นเครือญาติกับบรรดานายทหารที่มีอำนาจหรือไม่ ผลการสำรวจในปี 2555 ขององค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ หรือ Transparency International ซึ่งติดตามตรวจสอบปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศต่างๆทั่วโลก ได้จัดอันดับให้เมียนมาร์เป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาการคอร์รัปชันมากที่สุดในโลก เป็นรองก็แต่เพียงโซมาเลีย เกาหลีเหนือ อัฟกานิสถาน และซูดาน เท่านั้น
    เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า อีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำธุรกิจในเมียนมาร์ก็คือ การขาดแคลนสาธารณูปการพื้นฐานและกระแสไฟฟ้าที่ยังไม่เพียงพอใช้ในหลายพื้นที่ของประเทศ แม้กระทั่งในเมืองใหญ่ๆ ที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจมากที่สุดแล้วก็ตาม  นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนหนึ่งยังพบว่า บริการทางการเงินแม้ในระดับพื้นฐาน เช่นการใช้บัตรเอทีเอ็มในการกดเงินสด หรือการใช้บัตรเครดิต ก็ยังคงเป็นปัญหาในเมียนมาร์ ซึ่งเกิดจากทั้งระบบไฟฟ้าและระบบการสื่อสารยังเชื่อมโยงกันไม่ทั่วถึง รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ซึ่งเผยแพร่ในปีที่ผ่านมา (2555) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองย่างกุ้ง ซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงและยังคงเป็นเมืองที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจมากที่สุดในเมียนมาร์ ก็ยังคงมีไฟฟ้าใช้เพียง 67% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น ความกังวลอื่นๆของนักลงทุนยังได้แก่ ปัญหาชนกลุ่มน้อยในเมียนมาร์ที่ยังคงมีการต่อสู้และใช้ความรุนแรงกันอยู่ในบางพื้นที่ของประเทศ รวมทั้งเรื่องของตัวบทกฎหมายที่นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ ต้องการความชัดเจนและต้องการได้รับความคุ้มครอง  
altผู้ประท้วงในปี 2555 ชูป้ายตำหนิรัฐบาลเมียนมาร์ที่มุ่งขายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและจีน ทั้งๆที่ในประเทศเมียนมาร์เองกลับไม่มีไฟฟ้าใช้ในหลายพื้นที่     การนำคณะเจ้าหน้าที่ของธนาคารโลกเยือนเมียนมาร์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคารโลกประกาศสะสางเรื่องหนี้ค้างชำระของเมียนมาร์ที่มีมายาวนานหลายทศวรรษเมื่อเร็วๆนี้ และยังประกาศความพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่เมียนมาร์อีกครั้งเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนาประเทศ นอกจากธนาคารโลกแล้ว องค์กรการเงินระหว่างประเทศรายอื่นๆ ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และเอดีบี ต่างก็เข้ามาเพิ่มบทบาทในเมียนมาร์ โดยล่าสุด วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ประธานเอดีบี ก็มีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และก่อนหน้านี้ อีกคณะของไอเอ็มเอฟก็เพิ่งเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีอาวุโสของเมียนมาร์
    "คำถามก็คือ เมียนมาร์จะสามารถบริหารจัดการหลากหลายภารกิจในเวลาเดียวกันได้หรือไม่" นายไคตั้งข้อสังเกต และว่าสมรรถนะขององค์กรและสถาบันต่างๆในเมียนมาร์ยังมีขอบเขตจำกัด ทั้งนี้ การพัฒนาประเทศขนานใหญ่ยังต้องการเม็ดเงินลงทุนอีกมากในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างบุคลากร รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ
    ทั้งนี้ ธนาคารโลกเองได้ประกาศให้เงินกู้สนับสนุนการพัฒนาประเทศเมียนมาร์วงเงิน 700 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.1 หมื่นล้านบาทในระยะ 20 เดือนข้างหน้า เน้นหนักไปที่การลงทุนในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมและการสร้างเครือข่ายการกระจายกระแสไฟฟ้า เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศและเป็นปัญหาเร่งด่วนในเมียนมาร์ ผลศึกษาชี้ว่า ปัจจุบัน ประชากรเมียนมาร์เพียง 1 ใน 4 คนเท่านั้นที่กล่าวได้ว่ามีกระแสไฟฟ้าใช้ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25 % ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่ลาวและเวียดนาม ประชากรมีไฟฟ้าใช้ในสัดส่วน 80% และ 97% ตามลำดับ

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,817 วันที่   10 - 13  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 

Read : 8054 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*