"ปิคนิคพลาส" โวยค่าแรง 300 บาท ส่งผลกระทบต้นทุนเพิ่ม 10% เตรียมตัดใจไม่ใส่เงินลงทุนขยายงาน หันมาพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มแทน พร้อมรุกตั้งฐานผลิตพลาสติกรับเออีซี หนีต้นทุนการผลิตที่พุ่งขึ้น เล็งเมียนมาร์ใช้เป็นฐานการส่งออกไปยุโรปแทนไทย ได้อานิสงส์ยังไม่ถูกตัดจีเอสพี
นายยุทธนา เทียนชีวะศิลป์ กรรมการบริหาร บริษัท ปิคนิคพลาส อินดัสเทรียล จำกัด ผู้ผลิตพลาสติกสำเร็จรูป เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายพลาสติกสำเร็จรูปทั้งบรรจุภัณฑ์และสินค้าในครัวเรือนดำเนินธุรกิจมาเกือบ 50 ปี ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีกำลังการผลิต 1.6 หมื่นตันต่อปี มีพนักงานกว่า 700 คน มียอดขายจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1 พันล้านบาท กำลังได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับค่าจ้างขึ้นไป 300 บาทต่อวัน ที่มีต่อต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นมาประมาณ 10% ซึ่งปกติบริษัทจะใช้เงินลงทุนประมาณ 30-40 ล้านบาท ในการขยายงานและปรับปรุงเครื่องจักร เพื่อรองรับกับการเพิ่มยอดจำหน่ายที่เติบโตปีละ 15% จากการจำหน่ายในประเทศ 70% และส่งออกประมาณ 30%
"แต่ในปีนี้จากผลกระทบค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทอาจจะไม่พิจารณาขยายกำลังการผลิตตามยอดขายที่เติบโต เพื่อต้องการลดภาระการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น และหันมาบริหารจัดการภายใน เพื่อลดการสูญเสีย และพัฒนาเพิ่มมูลค่าของสินค้าแทน โดยเฉพาะการใช้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ทำงานแทน ซึ่งเห็นได้ว่าจากการที่บริษัท ได้ลงทุนปีที่ผ่านมาตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารภายใต้แบรนด์ Clip Pac กำลังผลิต 6 พันตันต่อปี ใช้เงินลงทุนกว่า 350 ล้านบาท นำเครื่องจักรและหุ่นยนต์จำนวน 25 เครื่องมาผลิตสินค้า สามารถลดการใช้แรงงานลงได้ครึ่งหนึ่ง"
อย่างไรก็ตาม จากภาวะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นต่างๆ และเพื่อรองรับการแข่งขันการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาลู่ทางการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม เนื่องจากเวลานี้ได้มีการส่งออกสินค้าไปทำตลาดภายใต้แบรนด์ปิคนิคแวร์แล้วมีมูลค่าเป็น 10 ล้านบาท โดยเฉพาะมีความสนใจตั้งโรงงานผลิตพลาสติกที่เมียนมาร์เป็นพิเศษ เพราะส่วนหนึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งกระจายสินค้าในภูมิภาคได้ และยังสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีหรือจีเอสพีในการส่งสินค้าไปยุโรป ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของบริษัทเวลานี้ เพราะมองว่าการส่งสินค้าไปยุโรปของไทยจะเหลือเวลาไม่กี่ปีที่จะถูกตัดจีเอสพี อีกทั้ง เพื่อเป็นการรักษาตลาดไม่ให้ได้รับผลกระทบจากคู่แข่งขันที่จะเข้ามาลงทุน
นายยุทธนา กล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท เพื่อทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์ Clip Pac มากขึ้น และได้ทราบถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่าบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารทั่วไป ที่มีความโดดเด่นในการผสมสารป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียตามมาตรฐานของญี่ปุ่น ฝาเปิดปิดที่มีความทนทานและยืดหยุ่น กันน้ำรั่วซึม และกันอากาศเข้า โดยโรงงานที่ผลิตได้รับมาตรฐานบีอาร์ซีเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สมาคมผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร ได้นำมาใช้เป็นข้อกำหนดในด้านความปลอดภัยกล่องบรรจุอาหาร ที่ได้รับการยอมรับทั้งในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 20% ของการผลิตพลาสติกทั้งกลุ่ม ที่ประกอบด้วยพลาสติกครัวเรือน 40% เครื่องใช้สำหรับเด็ก 10% ชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 25% และลังอุตสาหกรรม 5% โดยคาดว่าปีนี้จะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,816 วันที่ 7 - 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




