หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ลงทุน-อุตฯ ลงทุน-อุตสาหกรรม กฟผ.รุกตั้งโรงไฟฟ้าก๊าซฯทวาย

กฟผ.รุกตั้งโรงไฟฟ้าก๊าซฯทวาย

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

เดินหน้าศึกษาตั้งโรงไฟฟ้าก๊าซฯในนิคมฯทวายขนาด 800 เมกะวัตต์นำร่อง ป้อนไฟรองรับโครงสร้างพื้นฐาน คาดรู้ผลภายในปีนี้ ยันมีความพร้อม กันเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท

สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ให้บริษัทลูกออกไปร่วมลงทุนแล้ว ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ยังไปไม่ถึงไหน ลั่นหากเกิดไม่ได้อนาคตค่าไฟพุ่งเป็น 2 เท่าตัว  
    นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านว่า กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ กฟผ.ไปศึกษาแนวทางการวางระบบสายส่งและตั้งโรงไฟฟ้า ขนาดกำลังผลิต 700-800 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย ของเมียนมาร์ ในช่วงเริ่มต้นของการก่อสร้างโครงการต่างๆ ซึ่งระหว่างนี้กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ว่าจะมีอุตสาหกรรมใดเข้าไปอยู่ในพื้นที่บ้าง เพื่อนำมากำหนดขนาดกำลังการผลิตว่าจะต้องเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หรือไม่
    "มองว่าโรงไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมทวาย ในระยะแรกอาจจะไม่มีขนาดใหญ่มากนัก เพราะเป็นการผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นและอุตสาหกรรมนำร่องที่จะเกิดขึ้นก่อน และหลังจากนั้นจึงจะมาพิจารณาว่าจะขยายเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้หรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งสามารถส่งไฟฟ้ากลับมาขายในไทยได้"
    สำหรับรูปแบบการลงทุนนั้น ยังไม่ได้กำหนดว่า กฟผ.จะเป็นผู้ลงทุนเอง หรือจะร่วมทุนกับเอกชน แต่กฟผ.ก็มีความพร้อมทุกด้านอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก ร่วมลงทุนกับเอกชนก็ได้ เพราะเวลานี้ได้จัดสรรเงินจำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการไปลงทุนต่างประเทศไว้ให้แล้ว ซึ่งปัจจุบัน กฟผ.อินเตอร์อยู่ระหว่างการเจรจาเข้าร่วมทุนในโครงการน้ำเงี๊ยบ 1 ในสปป.ลาว กำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ คาดว่าจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ได้ภายในเดือนมีนาคม-เมษายน 2556
    อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐต้องการให้กฟผ.เป็นผู้ลงทุนก็มีความพร้อมอยู่แล้ว เนื่องจากขณะนี้ มีสภาพคล่องทางการเงินแข็งแกร่งมาก โดยจะเห็นได้จากจำนวนเงินกู้ที่ไม่มากนัก ซึ่งปัจจุบัน กฟผ.มีหนี้สินไม่กี่แสนล้านบาท แต่มีทรัพย์สินมากถึง 5 แสนล้านบาท และมีหนี้สินต่อทุนเพียง 0.5 เท่า ต่ำกว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2-3 เท่า โดยผลการศึกษาดังกล่าวน่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้
    ส่วนความร่วมมือในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในนิคมอุตสาหกรรมทวายขนาด 4 พันเมกะวัตต์ ที่ก่อนหน้านี้กฟผ.มีโครงการจะร่วมกับ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งเป็นผู้ได้สิทธิ์พัฒนา ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาลเมียนมาร์ว่าจะให้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือไม่ รวมถึงโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนฮัทจีในเมียนมาร์ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจแล้ว แต่คงต้องใช้เวลา 5-6 ปี ซึ่งในแง่ของผู้พัฒนาพร้อมเสนอตัวเลขขายไฟฟ้าให้กับไทยแล้ว
    นายสุทัศน์ กล่าวอีกว่า  สำหรับการลงทุนในสปป.ลาว ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) กับทางรัฐบาลสปป.ลาวแล้ว ที่จะเข้าไปร่วมลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าและก่อสร้างโรงไฟฟ้า เนื่องจากสปป.ลาว มีข้อจำกัดเรื่องเงินลงทุน ขณะเดียวกัน กฟผ.มีประสบการณ์ทำให้สามารถพัฒนาโครงการได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งมองว่าการร่วมทุนดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากจะรองรับการจ่ายไฟฟ้ากลับประเทศไทยแล้ว ยังเพิ่มความมั่นคงของประเทศด้วย
    นอกจากนี้ เมื่อมีลงทุนระบบสายส่งแล้ว ผลพลอยได้ที่ตามมา ทางรัฐบาลสปป.ลาวยังมีความสนใจระบบโครงข่ายใยแก้วนำแสง (ไฟเบอร์ออพติก) สำหรับช่องทางโทรคมนาคมด้วย ซึ่งการทำไฟเบอร์ออพติกสามารถทำควบคู่ไปกับระบบสายส่งไฟฟ้าได้ ปัจจุบันเส้นไฟเบอร์ออพติกของ กฟผ.มีคุณภาพสูงมาก ขณะเดียวกันหากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้น ย่อมส่งผลดีกับภาคเอกชนไทยที่จะเข้าไปลงทุนด้วย เพราะไม่ต้องลงทุนวางสายเพิ่ม
    ขณะที่ความคืบหน้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 800 เมกะวัตต์ จังหวัดกระบี่นั้น อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอยู่ และการจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งกฟผ.ต้องการให้ชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากที่สุด และหากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นได้ตามแผนที่กำหนดไว้ในพีดีพี 4 แห่ง ก็จะช่วยลดการพึ่งพาก๊าซได้มาก และช่วยให้ค่าไฟฟ้าในอนาคตปรับลดลงได้ เนื่องจากเวลานี้ประเทศให้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจีในราคาแพงมาผลิตไฟฟ้า 13-14 % หากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นไม่ได้ จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเป็น 2 เท่า หรือได้เห็นค่าไฟฟ้าอยู่ที่หน่วยละประมาณ 5 บาท จากปัจจุบันอยู่ที่กว่า 3 บาทต่อหน่วย โดยยืนยันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีเทคโนโลยีและก่อให้เกิดมลพิษน้อยกว่าพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งจะเห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะมีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งน้อยกว่าในกรุงเทพฯถึงกว่า 3 เท่าตัว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,816 วันที่   7 - 9  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 

Read : 1314 times

jL Poll Module1

ไฟดับมืดทั้งภาคใต้ควรแก้ปัญหาอย่างไรมากที่สุด



 

Poll (2)

สภาพัฒน์ประกาศจีดีพีQ1ต่ำกว่าประมาณการมาก ท่านเชื่อถือหรือไม่
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*