อัตราว่างงานในยูโรโซนทำสถิติสูงสุดในเดือนธันวาคม ส่งผลให้ปีที่ผ่านมามีคนว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคนท่ามกลางปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะ แต่ขณะเดียวกันก็มีสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยูโรโซนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า อัตราการว่างงานในเยอรมนีอยู่ในระดับที่ต่ำเกือบที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การว่างงานในสเปนปรับตัวลดลงเล็กน้อย การว่างงานในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าเดือนอื่นๆ ตลอดปี 2555 อีกทั้งผู้จ้างกล่าวว่า มีบางธุรกิจ อาทิ พลังงานและสาธารณสุขที่มีการจ้างงานที่แข็งแกร่ง แม้แต่ในประเทศที่มีอัตราว่างงานเกินกว่า 26% อย่างสเปนก็ตาม
ยูโรสแตต สำนับงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป ระบุว่า อัตราการว่างงานในเขตยูโรโซนเพิ่มขึ้น 16,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2555 ส่งผลให้มีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 18.7 ล้านคน ทำสถิติสูงสุด อัตราว่างานคงที่อยู่ที่ 11.7% โดยมีระดับที่แตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ อัตราว่างงานในเยอรมนีอยู่ที่ 5.3% ในเดือนธันวาคม ขณะที่ออสเตรียมีอัตราว่างงาน 4.3% เทียบกับสเปนที่มีการว่างงาน 26.1% และโปรตุเกส 16.5%
ฮานส์ เลนท์เยส์ ประธานแมนพาวเวอร์กรุ๊ปประจำภูมิภาคยุโรปเหนือ กล่าวว่า ดูเหมือนสถานการณ์การว่างงานในยุโรปจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว และเชื่อว่าครึ่งหลังของปี 2556 จะอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการว่างงานยังแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจยูโรโซน ซึ่งไม่มีการขยายตัวมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2554 โดยแม้ว่าสถานการณ์ในตลาดการเงินจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยให้การกู้ยืมเงินทำได้ง่ายขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลมาถึงกิจกรรมทางธุรกิจที่จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น
อลัน ทาวน์เซนด์ รองประธานอาวุโสของบริษัทจัดหางาน มอนสเตอร์ กล่าวว่า ยุโรปยังไม่สามารถเติบโตได้ถึงระดับ 2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มองว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงาน เป็นที่คาดหมายว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวประมาณ 1.5% ในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน และจะไม่มีการเติบโตในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556
ภาคบริการสาธารณะและการผลิตเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนถึงผลกระทบจากวิกฤติหนี้สาธารณะในยูโรโซนที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลา 3 ปี ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะยุโรปใต้และไอร์แลนด์ ลดจำนวนพนักงานของรัฐลงเพื่อลดภาระหนี้สินก้อนโตของประเทศ ข้อมูลจากยูโรสแตตชี้ว่า การจ้างงานของรัฐในยูโรโซนลดลงประมาณ 350,000 ตำแหน่งตั้งแต่ต้นปี 2554 ถึงกลางปี 2555 ขณะที่มีตำแหน่งงานในภาคการผลิตหดหายไปกว่า 250,000 ตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีบางภาคธุรกิจที่ยังคงจ้างงานอย่างต่อเนื่องแม้แต่ในประเทศที่เผชิญกับวิกฤติรุนแรงอย่างสเปน "ธุรกิจพลังงานเป็นปัจจัยผลักดันการเติบโตในเกือบทุกประเทศ ในสเปนมันเป็นธุรกิจที่ดีอย่างยิ่ง ธุรกิจด้านสาธารณสุขก็มีการเติบโตและคาดว่าจะไปถึงจุดที่ขาดแคลนแรงงานมีทักษะ เช่นเดียวกับนักขายที่มีประสบการณ์ก็มีความต้องการในทุกภาคธุรกิจ" เลนท์เยส์ กล่าว
ข้อมูลจากยูโรสแตตแสดงให้เห็นว่า การจ้างงานในสายงานคอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และสาธารณสุขมีการเติบโต
อุตสาหกรรมพลังงานในสเปนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหลายพันตำแหน่งตั้งแต่ต้นปี 2554 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน ขณะที่ในกรีซที่แทบทุกภาคธุรกิจมีการลดจำนวนพนักงานลงอย่างมาก ก็มีบางธุรกิจ เช่น ผู้ผลิตยาและซัพพลายเออร์ด้านไฟฟ้า ที่มีการจ้างงาน
อุตสาหกรรมยานยนต์ในฝรั่งเศสลดพนักงานลง 20,000 ตำแหน่งตั้งแต่ต้นปี 2554 ถึงไตรมาส 3 ของปีก่อน ส่วนภาคการผลิตทั้งหมดลดพนักงานลงร่วม 70,000 ตำแหน่ง แต่มีการจ้างงานในธุรกิจจัดเก็บขยะ ร้านอาหารและสาธารณสุขเข้ามาทดแทน ในเยอรมนีภาคการผลิตมีทิศทางสวนกับประเทศอื่นๆ โดยจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่งนับตั้งแต่ต้นปี 2554 โดยได้อานิสงส์จากการส่งออกที่ฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2552 ได้อย่างแข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป จากตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่นและการเข้าถึงตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,816 วันที่ 7 - 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




