รัฐบาลสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา จัดทีมงานเศรษฐกิจใหม่หลายตำแหน่ง เตรียมพร้อมเดินหน้าผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีสำคัญ 2 ฉบับ
เดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ รายงานว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ให้ความสำคัญกับนโยบายภายในประเทศเป็นหลักในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกจนทำให้นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศกลายเป็นเรื่องรอง ในสมัยที่สองนี้รัฐบาลของนายโอบามามีแผนจะเดินหน้าเจรจาข้อตกลงทางการค้าสองฉบับในปีนี้
สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) พยายามที่จะประกาศอย่างเป็นทางการให้ได้เร็วที่สุดต้นเดือนหน้าว่าจะเริ่มต้นเปิดการเจรจาข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะที่สหรัฐฯ และประเทศในเอเชียตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงการค้า ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) ให้ได้ภายในเดือนกันยายน ก่อนการประชุมเอเปกประจำปี 2556 ที่ประเทศอินโดนีเซีย
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นายโอบามาจะแต่งตั้งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ คนใหม่แทนที่นายรอน เคิร์ก ที่จะลงจากตำแหน่ง นอกจากนี้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีพาณิชย์คนใหม่เพื่อมาดูแลเรื่องการส่งเสริมการส่งออกและกฎข้อบังคับด้านการค้าต่างๆ ด้วย
นายเจฟฟรีย์ ไซเอนต์ส รักษาการผู้อำนวยการสำนักงบประมาณของทำเนียบขาว เป็นตัวเต็งที่คาดว่าจะได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าคนใหม่ โดยนายไซเอนต์สสนับสนุนแนวคิดของการจัดตั้ง Superministry ที่รวมเอาความรับผิดชอบด้านการค้าและการส่งเสริมธุรกิจรวมถึงธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (Ex-Im Bank) เข้ามาไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นแนวคิดริเริ่มที่สภาคองเกรสไม่เห็นด้วย
เมื่อเดือนตุลาคม 2554 สภาคองเกรสผ่านข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ กับโคลอมเบีย เกาหลีใต้ และปานามา แต่ข้อตกลงทั้งสามเป็นข้อตกลงที่ลงนามตั้งแต่สมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช
นายโจ ไบเดน รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางไปเยือนยุโรปเป็นเวลา 5 วันจนถึงวันที่ 5 ก.พ. กำลังประเมินว่าสหรัฐฯ พึงพอใจต่อระดับของความมุ่งหมายที่ฝ่ายการเมืองยุโรปมีต่อการเจรจาการค้าระหว่างกันหรือไม่ ทั้งสองฝ่ายเจรจากันมาในระดับหนึ่งแล้วถึงกระบวนการของการเจรจาตั้งแต่เรื่องภาษีนำเข้าไปจนถึงเรื่องที่มีความซับซ้อนอย่างกฎข้อบังคับภายในประเทศของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
ในส่วนของความตกลงทีพีพีเองก็มีอุปสรรคไม่น้อยเช่นเดียวกัน ไม่เพียงแต่เป้าหมายที่จะหาข้อสรุปให้ได้ภายในเดือนกันยายนนี้ แต่ยังรวมถึงการเพิ่มจำนวนคู่เจรจาจากในปัจจุบันที่มีประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดาและออสเตรเลีย ให้รวมญี่ปุ่นเข้ามาด้วย
ญี่ปุ่นเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ในเอเชียรองจากจีน และเป็นประเทศเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลก แต่การเจรจาการค้าของญี่ปุ่นมักจะมีอุปสรรคจากการปกป้องภาคการเกษตรภายในประเทศ เจ้าหน้าที่ทางการของญี่ปุ่นกล่าวว่า สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวภายในประเทศหมายความว่าในการเดือนทางเยือนสหรัฐฯ ของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม คงจะไม่มีการประกาศการเข้าร่วมเจรจาทีพีพีของญี่ปุ่น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,816 วันที่ 7 - 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




