กระทรวงอุตสาหกรรม ออก 5 มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี จากผลกระทบปรับค่าแรง 300 บาท อัดฉีดเงินหมุนเวียน 6.3 พันล้านบาท ชดเชยดอกเบี้ยต่ำ ให้ผู้ประกอบการ 6.3 พันราย พร้อมปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเป็นการเฉพาะ และยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าบริการเป็นเวลา 3 ปี
ประเสริฐ บุญชัยสุข นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ได้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี โดยพบว่าค่าแรงขั้นต่ำได้ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 35.75 – 88.68% โดยอุตสาหกรรมขนาดเล็กมีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นมากที่สุด 5.75% รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางมีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 5.63% และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 4.83% โดยเฉลี่ยต้นทุนรวมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.38%
ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้มีมาตรการเร่งด่วน ที่จะเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี ประกอบด้วย 5 มาตรการ ได้แก่ 1.โครงการคลินิกอุตสาหกรรม ซึ่งได้ปรับแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2556 เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีภาคการผลิตจำนวน 3.236 พันราย วงเงิน 201.75 ล้านบาท ให้สามารถพัฒนาผลิตภาพและลดต้นทุน
2.โครงการอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียนสำหรับเอสเอ็มอี ร่วมกับสถาบันการเงิน สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ด้วยการชดเชยดอกเบี้ย 3% ในปีแรก เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายให้กับเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 6.3 พันราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 6.3 พันล้านบาท โดยใช้งบประมาณจากกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม( สสว.) 200 ล้านบาท
3.โครงการร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาเครื่องจักร โดยร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ เพื่อการปรับเปลี่ยน ปรับปรุงเครื่องจักร ในสัดส่วนร่วมลงทุน 15-35% ของทุนจดทะเบียน แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาการร่วมลงทุน 5 ปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขยายส่วนแบ่งด้านการตลาด รวมทั้งเพิ่มผลิตภาพให้กับเอสเอ็มอี ภาคการผลิตจำนวน 200 ราย โดยใช้งบประมาณจากกองทุน สสว. 1 พันล้านบาท
4.มาตรการด้านการส่งเสริมการลงทุน โดยปรับปรุงสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นกรณีเฉพาะ ได้แก่ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วน 100% ของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนให้กับเอสเอ็มอี ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยไม่จำกัดวงเงินให้กับเอสเอ็มอีใน 57 กิจการ ที่ต้องการขยายการลงทุน โดยให้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2556
5.การยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าบริการรายปี โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 - 30 กันยายน 2559 และยกเว้นค่าบริการในการต่อใบอนุญาต ค่าบริการออกหนังสือรับรองสิทธิประโยชน์ทางภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะออกในปี 2556 - 2557 ให้กับเอสเอ็มอีในนิคมอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับดูแลของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยลดภาระ บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการโรงงาน และรักษาการจ้างงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ จำนวนเกือบ 1 แสนราย ได้ปีละประมาณ 300 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1 พันล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการสนับสนุนการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพเครื่องจักร การใช้พลังงานทดแทน และการประหยัดพลังงาน โดยร่วมกับสถาบันการเงินสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเอสเอ็มอีที่ต้องการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักรเดิม รวมถึงการซ่อมบำรุง และเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนเครื่องจักร ระบบเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน ด้วยการชดเชยดอกเบี้ย 5% เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำวงเงินไม่เกิน 25 ล้านบาทต่อราย ให้กับเอสเอ็มอีภาคการผลิตจำนวนทั้งสิ้น 5 พันราย โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลวงเงิน 3.4 พันล้านบาท เป็นระยะเวลา 5 ปี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,815 วันที่ 3 - 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




