กำลังเป็นที่จับตาถึงการรุกเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ของยักษ์ใหญ่อย่าง "กลุ่มเอสซีจี" ว่าจะขยับตัวอย่างไรให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ออกมาชี้ชัดว่า
กานต์ ตระกูลฮุน เอสซีจีจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจในอาเซียน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และในปี 2556 จะมีความชัดเจนในด้านการลงทุนมากขึ้น โดยเน้นไปยังธุรกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง คอนกรีต และเซรามิก เล็งพุ่งเป้าไปยังประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และเมียนมาร์ ที่มีโครงการการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี
+++รอเมียนมาร์อนุมัติตั้งโรงงาน
ในปีนี้ "เอสซีจี" ได้ตั้งงบสำหรับการลงทุนไว้ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท จากแผน 5 ปีที่ตั้งไว้กว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจเดิมที่มีอยู่ รวมถึงการซื้อกิจการใหม่และขยายการลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะการลงทุนตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากรัฐบาลเมียนมาร์คาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่เวียดนาม อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการขนาดใหญ่เพิ่มเติม
การที่เอสซีจีสนใจลงทุนในอาเซียน เพราะเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ ได้สร้างผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ โดยในปี 2555 ภาพรวมธุรกิจเอสซีจีในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา และอินโดนีเซีย ยังคงมีรายได้เติบโตที่ดี รายได้จากการจำหน่ายสินค้าอยู่ที่ 3.12 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 8 % ของรายได้รวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นมา 39% จากปีก่อน ซึ่งปัจจุบันเอสซีจีมีสินทรัพย์ในอาเซียน มูลค่า 5.53 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 14% ของสินทรัพย์รวมทั้งหมดที่ 3.95 แสนล้านบาท ในขณะนี้มีพนักงานที่อยู่ในประเทศกลุ่มอาเซียนประมาณ 1 หมื่นคน
นอกจากนี้เพื่อรองรับการแข่งขันเมื่อเปิดเออีซีแล้ว จำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมขึ้นมาให้เหนือกว่าคู่แข่งขัน ทางเอสซีจีจึงหันมาให้ความสำคัญกับการทุ่มงบอีก 2.15 พันล้านบาท สำหรับการวิจัยและพัฒนาหรืออาร์แอนด์ดี ในการสร้างสรรค์สินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
+++ลดส่งออกปูนเน้นขายในประเทศ
เฉพาะธุรกิจปูนซีเมนต์นั้นถือว่ายังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แค่ในประเทศไทยปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง จะยังขยายตัวอยู่ประมาณ 5-10 % จากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่กำลังออกมาเป็นจำนวนมาก รวมถึงการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามา ทำให้มีความต้องการใช้ปูนเพื่อก่อสร้างมีมากขึ้น เอสซีจีต้องปรับลดการส่งออกปูนซีเมนต์ เพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศเป็นหลัก จากปีที่ผ่านมามีความต้องการใช้อยู่ 30.8 ล้านตัน
ขณะเดียวกันประเทศในอาเซียนจะยังมีความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในอัตราที่สูงมากด้วย และยังคงเติบโตต่อเนื่องสอดคล้องกับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยแนวโน้มราคาปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ จะปรับขึ้นไปตามกลไกของตลาด โดยเฉพาะราคาปูนซีเมนต์ในไทยขณะนี้ถูกที่สุดในภูมิภาคแล้ว
+++ค่าบาทแข็งจี้ลงทุนนอกประเทศ
ส่วนกรณีของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ถือว่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเอสซีจี แต่ไม่มาก เนื่องจากได้ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว โดยเอสซีจีมีการส่งออก 28% ของยอดขายทั้งหมด ที่มีถึงกว่าปีละ 4.07 แสนล้านบาท ซึ่งการแข็งค่าของเงินทุก 1 บาท จะเกิดผลกระทบ 600 ล้านบาท โดยค่าเงินบาทขณะนี้ยังแข็งค่าขึ้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2553 ที่แข็งค่าขึ้นจากระดับ 40 บาท สู่ระดับ 30 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้การแข็งค่าของเงินบาท จะช่วยให้การออกไปลงทุนในภูมิภาคของนักลงทุนไทยมีโอกาสมากยิ่งขึ้น ดังนั้นโดยภาพรวมธุรกิจไทยในขณะนี้จะต้องเร่งปรับตัว เพื่อรองรับเงินที่แข็งค่าขึ้น และควรทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากขณะนี้แนวโน้มเงินทุนจากตลาดโลกยังไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้
ขณะนี้ทางคณะกรรมการบริหาร ได้อนุมัติแผนการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ 2.5 หมื่นล้านบาท อายุ 4 ปี เพื่อนำเงินไปใช้ไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม 2 หมื่นล้านบาท ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 1 เมษายน 2556 และอีก 5 พันล้านบาท จะใช้รองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเมื่อรวมการออกและขายหุ้นกู้ครั้งนี้แล้ว จะทำให้มีวงเงินหุ้นกู้ที่ออกรวมทั้งสิ้น 1.32 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศ และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการออกหุ้นกู้ นับเป็นหนึ่งในการระดมทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ
+++ผลกำไรปีก่อนลดฮวบ 14%
ส่วนผลประกอบการในปีที่ผ่านมา เอสซีจี มียอดขายอยู่ที่ 4.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปี 2554 เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นและจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ แต่มีกำไรลดลงมาอยู่ที่ 2.3580 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 14% ที่เป็นผลมาจากธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี และจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือลงในไตรมาส 2 ปีก่อน และรวมไปถึงการหยุดซ่อมบำรุงของบริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในเอสซีจี เคมิคอลด้วย
"กำไรที่ลดลงได้สะท้อนให้เห็นถึงธุรกิจกลุ่มเคมีภัณฑ์ แม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นมา 5% หรือมีรายได้ 2.03 แสนล้านบาท แต่กำไรมีเพียง 2.69 พันล้านบาท ลดลง 76% เนื่องจากส่วนต่างราคาระหว่างผลิตภัณฑ์รวมกับวัตถุดิบ (สเปรดรวม) เฉลี่ยทั้งปี 2555 อยู่ที่ 437 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน"
แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในปี 2556 นี้ราคาผลิตภัณฑ์น่าจะขยับสูงขึ้น จากสเปรดเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 550 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และจะทำให้สถานการณ์ธุรกิจกลุ่มเคมีภัณฑ์ดีขึ้นและกลับมามีกำไรเพิ่มอีกครั้งในปีนี้ โดยคาดการณ์รายได้จากการขายทั้งหมดของกลุ่มอยู่ที่ 4.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากปี 2555
ขณะที่ธุรกิจกระดาษในปีนี้ มองว่ายอดขายจะยังเติบโตประมาณ 10% ตามการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจ จากยอดขายปี 2555 อยู่ที่ 5.743 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปี 2554 โดยมีกำไร 3.56 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์
ส่วนปูนซีเมนต์ มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 6.75 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายในประเทศสูงขึ้น มีกำไร 9.163 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้อยู่ที่ 4.134 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปี เกิดจากความต้องการใช้ในช่วงหลังน้ำท่วม รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเข้าไปซื้อกิจการใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,815 วันที่ 3 - 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




