สภาหอการค้าไทย จี้รัฐออกมาตรการรับมือผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยูโรโซน ชงแผนรองรับระยะสั้น หลังผลสำรวจผู้ประกอบการ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบโดยตรง ชี้ในรอบ 5-6 เดือนต่อจากนี้ สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี ยอดส่งออกตกฮวบ
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงทิศทางวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมไทยว่า จากการวิเคราะห์ปัญหาหนี้ของสหภาพยุโรปที่เกิดขึ้นจะยังเป็นปัญหาต่อภาวะเศรษฐกิจของในระยะยาว จะลุกลามและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม 7 กลุ่ม จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออก ซึ่งจากการสำรวจผู้ประกอบการโดยตรง พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) จะปรับตัวลดลง 10% และจะทรงตัวไปถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ตัวเลขส่งออก 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) จะลดลง 17.4% แต่จะดีขึ้นในช่วงสิ้นปี 2556 เนื่องจากช่วง 6 เดือนหลังเป็นช่วงฤดูกาลซื้อขาย
กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตัวเลขการส่งออก 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ลดลง 2.23% จากมูลค่าการส่งออก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าครึ่งปีหลังจะลดลงกว่าเดิม กลุ่มอาหาร ตัวเลขการส่งออก 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) จะลดลงประมาณ 10-15% และจะทรงตัวถึงสิ้นปี
ส่วนกลุ่มยางพารา ตัวเลขการส่งออกที่ผ่านมาลดลง 33% และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี เนื่องจากได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกไปตลาดหลัก อย่าง ญี่ปุ่น และจีน โดยทั้ง 2 ประเทศได้ทำการส่งออกไปยังยุโรปซึ่งถือเป็นตลาดหลัก กลุ่มท่องเที่ยว ตัวเลขนักท่องเที่ยวมีความทรงตัวไม่ผันผวนเพิ่มหรือลดลงมากนัก แต่นักท่องเที่ยวมีคุณภาพน้อยลง เนื่องจากไม่มีกำลังซื้อ โดยใน 6 เดือนข้างหน้า คาดว่านักท่องเที่ยวในบางตลาดจะเริ่มลดลง และกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ตัวเลขการส่งออกที่ผ่านมาลดลงไม่ถึง 10% เนื่องจากมีการวางแผนการตลาดล่วงหน้า เชื่อว่าใน 6 เดือนข้างหน้าตัวเลขจะลดลงเล็กน้อย
นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น รัฐบาลควรมีแผนการและมาตรการรับมือผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจยูโรโซน โดยควรจะมีมาตรการระยะสั้นที่ชัดเจนสำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ ทบทวนนโยบายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ รุกตลาดส่งออกในยุโรปที่ยังดีอยู่ เช่น เยอรมนี เบลเยียม โดยหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดเก่า พร้อมสนับสนุนข้อมูลตลาดเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ ลดต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางคือ เกษตรกร จนถึงผู้ผลิต และเร่งเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปในเรื่องของการผ่อนผันจีเอสพี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,815 วันที่ 3 - 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




