ฉบับนี้ผมขอเปลี่ยนความสนใจจากเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในตะวันตกซึ่งรวมถึงสหรัฐฯและยุโรป มาเป็นเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อนบ้านใกล้ตัวคือจีน บ้าง หลายท่านอาจจะทราบแล้วว่า จีนเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อันดับต้นๆของโลกมานานหลายปี
ทว่าปัจจุบันแนวโน้มความน่าสนใจลงทุนของจีนเริ่มลดลง โดย FDI ของจีนลดลงจาก 116,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2554 เหลือประมาณ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือลดลงประมาณ 3.7% ในปีที่ผ่านมา คำถามต่อมาก็คือเหตุการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวหรือถาวร
สำหรับผมแล้วปรากฏการณ์นี้เป็นภาพสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของจีน ซึ่งจะมีผลต่อการเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลักของโลก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นแนวโน้มระยะยาวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นๆ เท่านั้น และถ้าการลดลงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ระยะยาวจริงก็จะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ซึ่งเราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับโอกาสนี้และสร้างผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดแก่เศรษฐกิจของเราเอง
ผมคิดว่ามี 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ความน่าสนใจในการลงทุนในประเทศจีนลดลง คือ ค่าจ้างแรงงานที่สูง และการขาดแคลนแรงงาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น ปัญหามลพิษ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่รุนแรงขึ้น จนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งในที่สุดก็จะมีผลต่อการผลิตสินค้าและบริการของจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN ก็สามารถแข่งขันกับจีนได้มากขึ้น และดึงดูด FDI จากจีนมาได้ส่วนหนึ่ง
ในเรื่องค่าจ้างที่สูงขึ้น จากนโยบายเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนของรัฐบาลจีนและการขยายตัวในอัตราที่สูงของของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ค่าจ้างของประเทศจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันประเทศจีนจึงไม่ใช่ประเทศที่ต้นทุนการผลิตต่ำอีกต่อไป โดยค่าจ้างของจีนโดยเฉลี่ยในปัจจุบันสูงกว่าประเทศสมาชิก ASEAN เกือบทุกประเทศ ยกเว้นมาเลเซียและสิงคโปร์ นอกจากนี้ แม้ว่าในเขตที่ห่างไกลความเจริญที่ค่าแรงอาจจะต่ำกว่าเมืองใหญ่ แต่ขาดแรงงานที่มีฝีมือและโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถรองรับการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ นอกจากค่าจ้างที่สูงแล้ว ประเทศจีนยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานที่รุนแรงอีกด้วย
จีนใช้นโยบายเปิดประเทศมาประมาณ 20 ปีแล้ว ทำให้เศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตในอัตราที่สูงมาโดยตลอด ส่งผลให้แรงงานที่แม้ว่าจะมีจำนวนมากกำลังหมดไปและอยู่ในภาวะขาดแคลนค่อนข้างรุนแรง ซึ่งดูได้จากสัดส่วนของจำนวนงานที่เปิดรับสมัคร (Job Vacancy) ต่อจำนวนแรงงานที่หางานทำ (Job Seekers) สูงกว่า 1 ตั้งแต่ปลายปี 2553 ซึ่งหมายความว่า จำนวนงานที่เปิดรับสมัครมีมากกว่าจำนวนแรงงานที่กำลังหางาน (ซึ่งทั้งหมดอาจจะมีทักษะที่ไม่ตรงกับงานที่เปิดรับสมัคร) แสดงถึงสภาวะการขาดแคลนแรงงานที่ดำเนินมาต่อเนื่อง คาดว่าการขาดแคลนแรงงานจะเป็นปัญหาเรื้อรัง เนื่องจากแรงงานของจีน (ประชากรที่อยู่ในวัยทำงานอายุระหว่าง 15-59 ปี) ลดลงจำนวน 3.5 ล้านคน เหลือ 937 ล้านคนในปี 2555 และจากการประเมินของสหประชาชาติ พบว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายประชากรของจีน (นโยบายการมีบุตรคนเดียว) แรงงานของจีนจะลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากนี้การลดลงของกำลังแรงงานจะทำให้ความน่าสนใจของจีนในการเป็นฐานการผลิตลดลง
นอกจากปัญหาด้านค่าจ้างและการขาดแคลนแรงงานแล้ว จีนยังมีปัญหาอื่นๆ เช่น สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ที่อยู่ในระดับอันตรายต่อประชาชน จนในบางครั้งรัฐบาลจีนต้องสั่งให้อุตสาหกรรมลดการผลิตลงชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ปัญหามลพิษนี้มีแต่จะรุนแรงขึ้นและสร้างความเสี่ยงที่สูงขึ้นแก่ธุรกิจโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม จากปัญหาที่กล่าวมาแล้วเริ่มมีสัญญาณว่าอุตสาหกรรมของจีนเริ่มใกล้ที่จะอิ่มตัว โดยกำไรของบริษัทในประเทศจีนในปี 2555 แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย
ทั้งนี้ อาจจะมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า การลดลงของ FDI ในจีนอาจจะเกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2555 เป็นหลัก ไม่ได้มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นปัญหาระยะยาว ทว่า ข้อมูลเกือบทั้งหมดชี้ว่า เกิดจากปัญหาทางโครงสร้างเศรษฐกิจ เหตุผลแรกก็คือ ถ้าการลดลงดังกล่าวเกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก FDI ไปประเทศอื่นก็ควรจะลดลง แต่ในทางตรงข้าม ในปี 2555 FDI ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 63% ขณะที่อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 27% (9 เดือนแรกของปี 2555)
นอกจากนี้แล้ว ผลการสำรวจของหลายสำนักพบว่า ความน่าสนใจที่จะลงทุนในจีนลดลงเช่นเดียวกัน อาทิ Japan External Trade Organization พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 52% มีโครงการที่จะขยายธุรกิจในจีนภายใน 2 ปี ลดลงจากการสำรวจก่อนหน้านี้ และการสำรวจโดย The American Chamber of Commerce พบว่ามีเพียง 20% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า จีนเป็นประเทศที่น่าสนใจที่จะลงทุนเป็นอันดับ 1 ซึ่งลดลงจาก 31% ในปี 2554 ขณะเดียวกันการสำรวจของ Federation of Hong Kong Industries พบว่า 10% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะย้ายฐานการผลิตไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีก 13% จะย้ายไปเขตที่เจริญน้อยของจีนเพื่อลดต้นทุนการผลิต
จากภาพรวมทั้งหมด คงจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพแล้วว่า การลดลงของการลงทุนโดยตรงในประเทศจีนมาจากปัญหาทางโครงสร้าง ซึ่งต้องอาศัยการปรับปรุงแก้ไขในระยะยาว ฉะนั้น FDI ในระยะ 2-3 ปีต่อจากนี้ส่วนหนึ่งจะมาสู่ ASEAN ที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ดังนั้นเราจึงควรตระหนักในเรื่องนี้ และควรทำการตลาดและปรับปรุงประเทศให้พร้อมที่จะรองรับคลื่นการลงทุนรอบใหม่ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,814
วันที่ 31 มกราคม - 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




