การลงทุนของผู้ประกอบการไทยในเมียนมาร์หรือพม่าได้มีมานานมากแล้ว AEC จึงไม่ใช่สาเหตุแท้จริงของการเลื่อนไหลของทุนจากต่างประเทศ เหตุผลการตัดสินใจของนักลงทุนนั้นย่อมต่างกันภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน
เงื่อนไขของข้อตกลงใน AEC ไม่ได้ระบุว่าพม่าจะต้องปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองแต่การปรับเปลี่ยนทางการเมืองเป็นความจำเป็นในการเข้าสู่ AEC ต่างหาก
วันนี้พม่ากำลังร่างกฎหมายส่งเสริมการลงทุนซึ่งไม่แตกต่างจากไทยในอดีตที่เน้นการจ้างงานเป็นอันดับที่หนึ่ง การผลิตที่ต้องการแรงงานเข้มข้นเริ่มเตรียมการเคลื่อนย้ายเข้าสู่พม่าซึ่งมีแผนส่งเสริมการผลิตทั้งเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) และเพื่อการส่งออก(Export Oriented Industries) พร้อมๆกัน ดังนั้นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคควรจะต้องศึกษาหาลู่ทางลงทุนในพม่าต่อไป
ในอนาคตเราอาจจะต้องนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากพม่าแทนที่จากจีน ในส่วนของสินค้าเกษตรนั้นพม่าก็มีนโยบายที่จะส่งเสริมลงทุนโดยเน้นความยั่งยืน(Sustainable Agriculture) พม่าจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่และในอีกไม่กี่ปีก็อาจจะผลิตอาหารเพื่อส่งออกแข่งกับไทย พม่าจะต้องการนักลงทุนจากต่างประเทศในสินค้าบริการหลายประเภท เช่น การท่องเที่ยว บริการด้านสุขภาพ(โรงพยาบาล) การศึกษา การค้าส่งและค้าปลีก การขนส่งภายในประเทศ แต่ด้วยความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ถนน ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ดังนั้นพม่าคงต้องรอไปอีกสักสิบถึงยี่สิบปีขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าบริการ
คำถามในวันนี้คือประเทศไทยจะเดินต่ออย่างไร? เพื่อหนีพม่าให้ได้ และขณะเดียวกันก็ต้องไม่แพ้มาเลเซียหรือสิงคโปร์?
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเตือนเราว่าการแข่งขันที่รุนแรงกำลังเกิดขึ้นและส่วนหนึ่งก็เกิดจากพวกเรากันเองที่ไปลงทุนในพม่า การบริหารเศรษฐกิจประเทศไทยจะต้องยึดข้อตกลงการค้าเป็นพื้นฐานและแนวทางโดยเริ่มจากการเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงใหม่คือ 1) ตั้งกระทรวงวางแผนแห่งชาติ โดยมีหน้าที่วางแผนสังคม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในระยะยาวและมีหน้าที่นำแผนไปสู่การปฏิบัติโดยให้ควบคุมและดูแลสำนักงบประมาณด้วย
2) กระทรวงด้านปฏิบัติการ โดยตั้งกระทรวงมาตรฐานสินค้าและบริการ มีหน้าที่ปรับเปลี่ยนกฎหมาย ให้ความรู้แก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค 3) รวมกระทรวงวิทยาศาสตร์เข้ากับกระทรวงพลังงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จัดการเรื่องการประหยัดใช้พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตสินค้าและบริการ 4) กระทรวงศึกษาฯจะมีหน้าที่เพียงผลิตอาจารย์เท่านั้น และทำหน้าที่ให้การรับรองมาตรฐานสถาบันการศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ
5) รวมกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีหน้าที่สนับสนุนการผลิตและการค้าสินค้าทั้งหมดตามแผน 6) รวมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน 7) รวมกระ ทรวงคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 8) ตั้งกระทรวงสินค้าบริการทดแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงนี้ 9) ปรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นกระทรวงเกษตรและอาหาร โดยมีหน้าที่หลักในการส่งเสริมศักยภาพการผลิตตลอดห่วงโซ่
10) ตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาคเศรษฐกิจและภาคสังคม (NGOs) ให้ร่วม มือกันเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ทั้งนี้ การเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารต้องควบคู่ไปกับตัวผู้บริหารด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด
ข้อเสนอนี้เป็นเพียงต้องการให้เกิดการถกกัน (Debate) เพื่อหาข้อสรุปต่อไปและที่ต้องการให้เกิดขึ้นคือคนไทยรุ่นใหม่จะต้องเก่งขึ้นและโกงน้อยลง (More Intelligent and Less Corrupt)
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,811 วันที่ 20 - 23 มกราคม พ.ศ. 2556




