ในช่วงประมาณกว่าปีที่ผ่านผมได้เกริ่นไว้ว่า ประเทศไทยเรามีของเสียทั้งจากไร่นา รวมทั้งวัชพืชบนบกและในน้ำอยู่อย่างมากมาย และเห็นการเผาทิ้งเพื่อกำจัดเศษที่เรามองเห็นว่ามันเป็นขยะไปอย่างน่าเสียดาย และยังเป็นการเพิ่มมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสาเหตุของโลกร้อนได้เช่นกัน
หลังจากนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งของรัฐและเอกชนที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาแล้ว นำมาใช้เพื่อพัฒนาเศษขยะเหล่านั้นเป็นพลังงานและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งเน้นไปที่ "ผักตบชวา" ที่มักนิยมเรียกว่า "สวะ" ซึ่งเป็นพืชที่ตกเป็นผู้ร้ายในสังคมอันหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ก็อ้างว่า ผักตบชวาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไปกีดขวางการไหลของน้ำตามเส้นทางในแม่น้ำลำคลองต่างๆ และปีต่อมาก็มีการทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาลลงไปเพื่อขุดลอกผักตบชวาขึ้นมาจากคลอง โดยหารู้ไม่ว่าหากไม่มีการจัดการอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปไม่นานผักตบชวาก็กลับมาเต็มแม่น้ำลำคลองเหมือนเดิม
ดังนั้นข้อเสนอแนะที่เชื่อได้ และมีต้นแบบแสดงผลจากการทดลองและทดสอบให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว คือ การนำผักตบชวา ขึ้นมาบดสับด้วยเครื่องมือที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อรีดน้ำออกพร้อมกับสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำเข้าไปใส่ลงในถังหมักระบบปิด ที่เลียนแบบการทำงานของกระเพาะวัว (COWTEC) พร้อมจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง หลังจากนั้นจะเกิดการย่อยสลายในเวลาเริ่มต้น 15 วัน จะได้ก๊าซที่เกิดขึ้นในขบวนการย่อยสลายของผักตบชวา ซึ่งในจำนวนนี้มีก๊าซหลักคือมีเทน นำเอามีเทนที่ได้มาใช้ประโยชน์ได้ตามความต้องการ เช่น นำเข้าเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องสูบน้ำ ใช้สูบน้ำสำหรับระบบให้น้ำ ในสวนผักสวนผลไม้ หรือสูบน้ำเข้าเรือกนา ไร่สวน หรือนำไปใช้สำหรับขับเคลื่อนเครื่องยนต์ผลิตกระแสไฟฟ้า สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้เป็นไฟฟ้าส่องสว่าง และที่น่าจะง่ายที่สุดคือการนำมาใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือน จึงนับเป็นการสร้างพลังงานเชื้อเพลิงสะอาดที่มีอนาคตมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชน โดยก๊าซจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ป้อนผักตบชวาลงไปในถังหมักทุกๆวัน ท่านสามารถไปศึกษาหาความรู้ และดูต้นแบบได้ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และเร็วๆนี้ จะขยายผลไปติดตั้งในชุมชนต่างๆ เช่น ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับพลังงานจังหวัด และที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับบริษัทอีสท์วอเตอร์ฯ และเชื่อว่าจะขยายไปอีกหลายจังหวัดในอนาคต รวมถึงการขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นจากต้นแบบนี้ ให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 500-1,000 กิโลวัตต์ โดยวางแผนแห่งอนาคตไว้แล้วว่า 1 ตำบล 1 เมกะวัตต์ หรือ 1 หมู่บ้าน 10 กิโลวัตต์ เราก็น่าจะได้ไฟฟ้าจากผักตบชวาทั้งประเทศไม่น้อยกว่า 7,000 เมกะวัตต์เลยทีเดียว
นอกจากก๊าซที่ได้แล้วเมื่อผักตบชวาย่อยสลายหมดแล้ว ส่วนที่ย่อยสลายมีทั้งที่เป็นของเหลว และของแข็ง ส่วนที่เป็นของเหลวมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช นำไปเป็นปุ๋ยน้ำรดผักผลไม้ หรือพืชที่ปลูกได้ทันที หรือหากยังไม่ได้ใช้ทันที ก็นำไปหมักต่อตามกระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพ ก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่เป็นของแข็งก็เช่นเดียวกัน สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ที่มีธาตุอาหารโดยเฉพาะไนโตรเจน ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชผักผลไม้ได้เป็นอย่างดี แต่หากประสงค์จะพัฒนาเป็นปุ๋ยอัดเม็ด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และเพื่อสะดวกในการใช้ ก็สามารถทำได้ไม่ยาก จะเห็นได้ว่า ผักตบชวา จากที่ไม่มีมูลค่า หรืออาจมีค่าลงทุนจากการตักเก็บ กิโลกรัมละ 10-20 สตางค์ ให้มีมูลค่าเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 5-10 บาทได้เลย อย่างไรก็ตามกระบวนการทั้งหมดต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เชื่อว่านักวิชาการไทยมีศักยภาพสูงเพียงพอ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในประเทศอย่างจริงจัง ภายใน 10-15 ปีเรามีพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ในประเทศ เสริมความมั่นคงด้านพลังงานได้แน่นอนครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,808 วันที่ 10 - 12 มกราคม พ.ศ. 2556




