แฟชั่นรักษ์โลกในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงกระแสการรักโลก รักษาสิ่งแวดล้อม ที่ทำกันเป็นแฟชั่น หรือที่แปลตามศัพท์ว่า กระแสนิยมที่เกิดขึ้นชั่วครู่ชั่วคราว แล้วก็มีการแปรเปลี่ยนหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว
เป็นอะไรที่ผลุบๆโผล่ๆ หรือรักกันเป็นพักๆ แล้วหายไปกับสายลม หากแต่หมายถึงอุตสาหกรรมแฟชั่นในต่างประเทศที่กำลังตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงๆจังๆ มีการจัดกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว
พีพีอาร์ กรุ๊ป จากฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์ดังอย่างกุชชี่และอีฟแซงต์ โลรองต์ มีแผน 5 ปีที่มุ่งเป้าลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน แผนนี้จะครอบคลุมทุกแบรนด์ของบริษัทภายในปี 2558 นายยอคเค่น ไซท์ส ผู้อำนวยการกลุ่มบริษัทพีพีอาร์ฯ เจ้าของสินค้าแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสและอดีตผู้บริหารของบริษัท พูม่าฯ ผู้ผลิตรองเท้าและชุดกีฬาจากเยอรมนี เป็นหัวขบวนที่นำกระแสในเรื่องนี้ เขาเชื่อว่า แฟชั่นเป็นที่ที่เหมาะสมมากที่จะเริ่มจุดประกายให้ผู้คนได้ตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการดำเนินธุรกิจที่ให้คุณค่าแก่สังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป "เราควรจะต้องปลูกฝังทรรศนะที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และผมคิดว่าความหรูหรานั้นจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความยั่งยืนและคุณภาพโดยธรรมชาติของมัน"
ถามว่าต้องให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน ไซท์สในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท ตอบว่า ธุรกิจแฟชั่นต้องให้ความตระหนักในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง ให้เป็นเสมือนดีเอ็นเอของแบรนด์ และเป็นนิยามใหม่ของคำว่าคุณภาพ กันเลยทีเดียว "มันต้องเป็นหนึ่งเดียวกับตัวผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งที่ก่อเกิดโดยอัตโนมัติมากับตัวสินค้าตั้งแต่เรื่องของการจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อการผลิตไปจนถึงกระบวนการออกแบบ เป็นสิ่งที่ต้องคิดถึงทุกวันและตลอดเวลา"
ก่อนหน้านี้ในปี 2551 ไซท์สได้ก่อตั้งมูลนิธิไซท์ส (Zeitz Foundation) ขึ้นมาเพื่อให้การสนับสนุนแก่ชุมชนที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และยังสนับสนุนโครงการต่างๆทั่วโลกที่มีกิจกรรมในลักษณะนี้ งานของไซท์สได้รับความสนใจจากคนดังในหลากหลายวงการ ปลายปีที่ผ่านมาเขาจัดโครงการระดมทุนที่สวนสัตว์กรุงลอนดอน โดยในงานมีอูเซน โบลท์ นักกรีฑาเหรียญทองโอลิมปิกเจ้าของสถิติวิ่งเร็ว นำรองเท้าพูม่าสีเหลือง-เขียวที่เขาสวมแข่งมาร่วมประมูลเพื่อนำเงินสมทบกองทุนด้วย
ยอคเค่น ไซท์ส นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม 2555 เขายังจับมือกับเซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ประธานเวอร์จิ้น กรุ๊ป ก่อตั้งโครงการ "เดอะ บี ทีม" (The B Team) เพื่อรณรงค์และกระตุ้นให้องค์กรธุรกิจทั่วโลกตระหนักว่า ธุรกิจในโลกยุคใหม่ควรมีแผนสอง หรือ Plan B ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้โลกแห่งทุนนิยมกลับกลายมาเป็นเฟืองจักรสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน กล่าวถึงดำริจัดตั้งโครงการดังกล่าวว่า องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องปรับเลื่อนจุดโฟกัสจากการเร่งทำกำไรซึ่งเป็นประโยชน์ระยะสั้น มาเป็นการลงทุนและดำเนินการเพื่อประโยชน์ในระยะยาวที่จะเกิดกับสังคมและโลก ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจจะต้องสูญเสียกำไรหรือเสียประโยชน์ในแง่ผลประกอบการ แต่ในทางตรงข้าม "ความยั่งยืน" หมายถึงความยั่งยืนของธุรกิจและสังคมควบคู่ไปด้วยกัน
ไซท์สกล่าวว่า การดำเนินธุรกิจโดยมองในระบบองค์รวมทุกด้านเข้าด้วยกันนี้ มี 4 องค์ประกอบสำคัญ ที่เรียกว่า 4 C คือ conservation (การอนุรักษ์) community (ชุมชน) culture (วัฒนธรรม) และ commerce (การประกอบธุรกิจ-การค้า) "ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักและทำไปตลอดชีวิต"
ในส่วนของพีพีอาร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์หรูอย่างกุชชี่ อีฟแซงต์ โลรองต์ อเล็กซานเดอร์ แมคควีน บาเลนซิเอก้า และสเตลล่า แมคคาร์ทนีย์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็ได้ประกาศแผน 5 ปี ที่มีเป้าหมายด้านการลดผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยแผนนี้ครอบคลุมสินค้าทุกแบรนด์ของบริษัท เช่นเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในทุกกระบวนการผลิตสินค้า ลดการสร้างขยะและของเสีย ลดการใช้น้ำ ตลอดจนเคมีหรือวัตถุที่เป็นพิษ และเฟ้าแหล่งวัตถุดิบที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ปี 2554 บริษัท พูม่าฯ (ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การบริหารงานของยอคเค่น ไซท์ส) เป็นบริษัทแรกในเครือพีพีอาร์ที่จัดทำระบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้น้ำ ตลอดกระบวนการห่วงโซ่อุปทานของสินค้าพูม่า แล้วทำเป็นรายงานออกมา นอกจากนี้ พีพีอาร์ กรุ๊ป ยังประกาศจะทำบัญชีกำไร-ขาดทุนด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Profit and Lost Account (E P&L) ครอบคลุมทุกแบรนด์ของบริษัทภายในปี 2558 อีกด้วย
ยกตัวอย่างการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ก็ได้แก่ ทองคำและเพชรที่บริษัทนำมาใช้ในการผลิตสินค้าประเภทเครื่องประดับ จะต้องมั่นใจว่ามาจากเหมืองหรือแหล่งที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน ไม่เบียดเบียนสัตว์ป่า และระบบนิเวศ
ก่อนหน้านี้ พีพีอาร์เคยถูกโจมตีในเรื่องการใช้หนังสัตว์ เช่น จระเข้ และขนเฟอร์ในการผลิต แต่บริษัทก็ยืนยันว่าหนังสัตว์ต่างๆมาจากสัตว์ที่ถูกเลี้ยงหรือจากแหล่งธรรมชาติที่มีการบริหารจัดการเรื่องการควบคุมจำนวนสัตว์ป่าอย่างสมดุล "การใช้หนังจระเข้และขนเฟอร์ของเราเป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป (อียู) อย่างไรก็ตาม ตลาดค้าหนังงูยังไม่มีการควบคุม ซึ่งเราก็จะพยายามทำความโปร่งใสให้มากขึ้นในเรื่องนี้และจะพยายามใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่สามารถสืบย้อนหาแหล่งที่มาได้" นายฟรองซัว-อังรี ปิโนลท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพีพีอาร์ กรุ๊ปกล่าว เขาย้ำว่า โครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมนี้มีความสอดคล้องและเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อการทำธุรกิจที่ยั่งยืนของบริษัท "เราเชื่อว่าความริเริ่มในลักษณะนี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเคียงคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน สุดท้ายแล้วจะนำมาซึ่งรายได้ใหม่ๆ จากสินค้าและบริการที่ยั่งยืน ทั้งจะก่อให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับทั้งองค์กรในภาพรวม
เห็นอย่างนี้แล้ว องค์กรไหนยังไม่มี Plan B คงต้องเร่งหากันหน่อยแล้วนะ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,807 วันที่ 6 - 9 มกราคม พ.ศ. 2556




