ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้ ผู้อ่านหลายท่านอาจจะได้ทราบข่าวที่ว่า ครัวเรือนไทยมีหนี้มากขึ้นจากการกู้เงินในรูปต่างๆ รวมถึงหนี้บัตรเครดิต นอกจากนั้นแล้ว นโยบายรถคันแรกจะยิ่งทำให้หนี้เพิ่มเร็วขึ้นและอาจกลายเป็นปัญหาได้ ทว่า จากการวิเคราะห์ของ
สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) พบว่าโดยภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยไม่ได้สูงขึ้นจนจะกลายเป็นปัญหา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนทุกกลุ่มจะปลอดภัยจากภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสสูงที่จะมีปัญหาหนี้โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากการบริโภค
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า หนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2543 ที่อยู่ระดับประมาณ 70,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี มาอยู่ที่ประมาณ 135,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปีในปี 2554 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากข้อมูลที่ได้ทำให้เกิดการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า หนี้ครัวเรือนเพิ่มเร็วจนอาจจะสร้างปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ฐานะการเงินของครัวเรือนจะดูเฉพาะด้านหนี้สินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องวิเคราะห์ด้านรายได้ การออม และสินทรัพย์ประกอบด้วย ซึ่งข้อมูลในช่วงเดียวกันแสดงว่า รายได้ของครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการออมก็สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้โดยรวมแล้ว ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนสูงขึ้นด้วย โดยรายได้ครัวเรือนเพิ่มจาก 12,150 บาทต่อเดือน ในปี 2543 เป็น 23,236 บาทต่อเดือนในปี 2554 ขณะเดียวกันอัตราการออมของครัวเรือนก็สูงขึ้นจากประมาณ 4%ของมูลค่าเศรษฐกิจในปี 2544 มาเป็นประมาณ 9 %ในปี 2554 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลให้การออมของครัวเรือนพุ่งขึ้นจากประมาณ 10,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปีในปี 2544 มาอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี
เมื่อเปรียบเทียบการออมและหนี้แล้ว ข้อมูลชี้ว่า โดยรวมครัวเรือนสามารถชำระหนี้ได้มากขึ้น และเมื่อดูสัดส่วนของหนี้กับการออม ก็พบว่าถ้าครัวเรือนนำเงินออมมาใช้หนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดจะสามารถใช้หนี้ได้หมดภายใน 1.9 ปี ในปี 2554 ลดลงจาก 3.3 ปีในปี 2547 จำนวนปีที่ลดลงก็ชี้ว่าครัวเรือนมีความสามารถในการชำระหนี้สูงขึ้น แม้ว่าหนี้จะสูงขึ้นก็ตาม (รูปที่ 1)
แม้ว่าครัวเรือนไทยโดยรวมจะมีความสามารถในการชำระหนี้สูงขึ้น แต่ด้วยการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับผลของมาตรการภาครัฐที่กระตุ้นให้ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็ทำให้ภาระหนี้โดยรวมขยายตัวขึ้น จากข้อมูลล่าสุดในปี 2555 พบว่า 3 ไตรมาสแรกของปี 2555 มูลค่าหนี้ส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้นกว่า 15% จากที่ไม่ขยายตัวในปี 2554 และหนี้บัตรเครดิตพุ่งขึ้นประมาณ 10 %นอกจากนี้ ทั้งหนี้บัตรเครดิตและหนี้บุคคลยังมีการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 2.4% และ 3.1% ตามลำดับ แสดงว่าโดยรวมแล้วครัวเรือนยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ในระดับสูง แต่ถ้าครัวเรือนยังมือเติบและใช้จ่ายไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะส่งผลทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตลดลงจนกลายเป็นปัญหาได้
แม้ว่านโยบายรัฐบาลใน 2 เรื่องหลัก คือ รถคันแรกและบ้านหลังแรก จะกระตุ้นให้หนี้ครัวเรือนโดยรวมขยายตัวขึ้น ทว่าในกรณีบ้านหลังแรก นโยบายดังกล่าวมีผลต่อการเพิ่มภาระหนี้ไม่มากนัก เนื่องจากมียอดเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านในโครงการนี้เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 3,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่นโยบายที่อาจจะสร้างปัญหาในอนาคตได้ก็คือ นโยบายรถคันแรก เนื่องจากนโยบายดังกล่าวทำให้มียอดขายรถที่ได้รับสิทธิ์คืนภาษี (รถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเครื่องยนต์ 1500 cc หรือต่ำกว่า และรถปิกอัพ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท) มียอดจองถึงประมาณ 1 ล้านคันในปี 2555 ซึ่งถ้าผ่อนชำระ 5 ปี ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินผ่อนประมาณ 7,000-8,000 บาทต่อเดือนต่อรถ 1 คัน เป็นอย่างต่ำ (เงินดาวน์ร้อยละ 20ของราคารถยนต์) ซึ่งสูงกว่ารายจ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะโดยเฉลี่ยต่อเดือน (3,285 บาท) กว่า 1 เท่า และคิดเป็นประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายต่อเดือนโดยเฉลี่ยของครัวเรือน (17,403 บาท) จากการประเมินเบื้องต้น หนี้ที่เกิดขึ้นจากการซื้อรถยนต์และการเพิ่มขึ้นของหนี้ประเภทอื่นๆ จะทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 25 หรือประมาณ 2 เท่าของการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนใน 10 ปี ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 5.5% ในปี 2555 (และการออมอยู่ที่ประมาณ 9% ของมูลค่าเศรษฐกิจ) สำนักวิจัยพบว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนลดลงไม่มากนัก โดยจำนวนปีที่ครัวเรือนสามารถชำระหนี้ได้ถ้าใช้เงินออมทั้งหมดมาชำระ จะเพิ่มจาก 1.9 ปี ในปี 2554 มาอยู่ที่ 2.2 ปี ซึ่งก็ยังเป็นอัตราที่ต่ำกว่าทุกปีในอดีตตั้งแต่ปี 2547 ยกเว้นเพียงปี 2554 เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าประชากรทุกกลุ่มรายได้จะไม่มีปัญหาถ้าซื้อรถคันแรก จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ครัวเรือนที่มีเงินออมสูงกว่า 7,000 บาทต่อเดือน (หรือเป็นครัวเรือนที่มีรายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน) น่าจะเป็นกลุ่มที่สามารถผ่อนชำระการเช่าซื้อรถยนต์ได้ ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า โดยเฉพาะที่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน อาจจะเผชิญปัญหาในการชำระหนี้หรือต้องลดรายจ่ายด้านอื่นมาผ่อนรถ (รูปที่ 2) ดังนั้น ผลของนโยบายคันแรกจะสร้างปัญหาให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย ถ้าครัวเรือนนั้นใช้เงินไปกับการซื้อรถโดยไม่มีรายได้อื่นๆมาช่วยเหลือเพิ่มเติม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,804 วันที่ 27-29 ธันวาคม พ.ศ. 2555




