ผู้อ่านที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจคงจะได้ยินคำว่า "Fiscal Cliff" บ่อยมากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์ต่างก็เป็นกังวลว่าปัญหา Fiscal Cliff จะฉุดการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในที่สุด
ขณะที่การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยการเจรจาระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ต่างพรรคและมีแนวทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ทำให้การหาข้อสรุปทำได้ยาก หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าถ้าปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขก่อนสิ้นปีนี้ ก็คาดว่าจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ แต่ผมคิดว่าปัญหาทางการคลังแท้จริงของสหรัฐฯลึกไปกว่าปัญหา Fiscal Cliff มาก ซึ่งถ้าทั้งรัฐบาลและรัฐสภาสหรัฐฯไม่แก้ปัญหาอะไรเลย สหรัฐฯจะเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่กว่า Fiscal Cliff หลายเท่าในอนาคต
ก่อนอื่นผมขออธิบายถึง Fiscal Cliff หรือหน้าผาทางการคลังอย่างคร่าวๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่าคืออะไรโดยรวมแล้วคำนี้หมายถึงว่า รัฐบาล (ในกรณีนี้คือรัฐบาลสหรัฐฯ) จะต้องขึ้นภาษีและลดการใช้จ่ายพร้อมๆ กัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และมาตรการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลอดจนการใช้จ่ายด้านสวัสดิการทางสังคม ทำให้สหรัฐฯขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก และส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา สหรัฐฯขาดดุลงบประมาณกว่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี จนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 101.7% ของเศรษฐกิจในปี 2555 ทำให้มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องลดการขาดดุลงบประมาณและชะลอการเพิ่มของหนี้สาธารณะ
นอกจากนี้ในต้นเดือนมกราคม 2556 ที่จะถึงนี้ จะมีเหตุการณ์สำคัญด้านการคลังเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันหลายอย่าง ซึ่งรัฐบาลและรัฐสภาสหรัฐฯจะต้องตัดสินใจ เรื่องเหล่านี้ได้แก่
- ข้อตกลงระหว่างประธานาธิบดีและรัฐสภาว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณลง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 10 ปี ซึ่งรวมถึงการปรับลดการใช้จ่ายในทุกรายการ มูลค่า 87,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการปรับลด Medicare (เงินสนับสนุนภาครัฐแก่ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป) มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- การชดเชยการว่างงานที่เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีบุชได้ครบกำหนดและต่ออายุมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปลายปี 2555
- การลดหย่อนภาษีรายได้จากค่าจ้าง (Payroll Tax) มูลค่า 127,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะครบกำหนด ณ สิ้นปี 2555 เช่นเดียวกัน
- การลดภาษีเงินได้ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 (ช่วงการแตกของฟองสบู่เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)) ในสมัยประธานาธิบดีบุช จะครบกำหนด ณ สิ้นปี 2555 ซึ่งจะส่งผลให้ต้องมีการขึ้นภาษีเงินได้รวมมูลค่า 295,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- อื่นๆ เช่น การลดภาษีอื่นๆ มูลค่า 87,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ Congressional Budget Office (CBO) ประเมินว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในปี 2556 จะมีการปรับลดรายจ่ายทั้งหมดลงประมาณ 136,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และขึ้นภาษีรวมมูลค่าประมาณ 532,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่ง CBO ประเมินว่า จะส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯหดตัวประมาณ0.5% ในปีหน้า
การหาทางออกในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากรัฐบาลมาจากพรรค Democrat ขณะที่รัฐสภา มีพรรค Republican ครอบครองเสียงข้างมาก นอกจากนี้แนวทางของรัฐบาลพรรค Democrat ที่เน้นการใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม โดยหาเงินจากการขึ้นภาษี ก็แตกต่างจากพรรค Republican ที่จะเน้นประสิทธิภาพของเศรษฐกิจโดยต้องการลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะด้านสวัสดิการสังคม การเจรจาแก้ปัญหาจึงทำได้ยาก ล่าสุดรัฐสภาได้ปฏิเสธข้อเสนอในการลดการขาดดุลของประธานาธิบดีโอบามา และเสนอแนวทางแก้ปัญหาของตัวเอง ถ้ารัฐสภาและรัฐบาลตกลงกันไม่ได้ก็จะนำไปสู่ปัญหา Fiscal Cliff นักวิเคราะห์บางสำนักถึงกับมีความเห็นว่าแต่ละฝ่ายอาจจะทำให้เกิด Full Fiscal Cliff เพื่อบีบให้ฝ่ายตรงข้ามยอมลดเงื่อนไขลง แต่ผมมีความเห็นว่ายังมีโอกาสสูงที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะประนีประนอมเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยลงอีกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ปัญหา Fiscal Cliff และหนี้สาธารณะของสหรัฐฯเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของปัญหาหนี้สาธารณะทั้งหมด Chris Cox และ Bill Archer ซึ่งเป็นอดีต Chairman of the House Republican Policy Committee และ Ways and Means ของสภาผู้แทนสหรัฐฯ ได้เขียนบทความน่าสนใจลงใน The Wall Street Journals วันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทั้ง 2 คนแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐฯมีภาระผูกพันที่ต้องจ่ายในอนาคตสูงมาก โดยถ้ารวมภาระผูกพันทั้งหมดที่มีต่อสวัสดิการสังคม (Social security), Medicare และผลประโยชน์ต่างๆ ที่ต้องจ่ายแก่พนักงานของรัฐบาล ก็มียอดสะสมที่มีมูลค่าสูงถึง 86.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ณ สิ้นปี 2554) ซึ่งสูงถึง 5 เท่าของมูลค่าเศรษฐกิจสหรัฐฯแล้ว และเฉพาะ Medicare และ Social Security จะทำให้มียอดสะสมเพิ่มขึ้นอีกปีละ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 43% ของมูลค่าเศรษฐกิจในปี 2555 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สาธารณชนสหรัฐฯยังไม่เคยเห็น เนื่องจากยังไม่มีรายงานภาพรวมของภาระผูกพันทางการคลังของภาครัฐ เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขภาระผูกพันทางการคลังภาครัฐจากข้อมูลของ Cox และ Archer กับภาระหนี้สาธารณะมูลค่า 16.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว ทำให้เห็นว่าปัญหาหนี้สาธารณะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย และ Fiscal Cliff ที่กำลังเผชิญอยู่ก็เป็นพียงหน้าผาต่ำๆ เท่านั้น เรื่องนี้จะเป็นระเบิดเวลาที่ต้องถอดชนวนโดยด่วน และสหรัฐฯต้องเผชิญความจริงว่าต้องจัดการอย่างจริงจัง มิฉะนั้น ในเวลาไม่นานสหรัฐฯต้องเผชิญกับ Fiscal Cliff ที่ทั้งสูงและชันกว่าที่กำลังเผชิญในขณะนี้หลายเท่า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,802 วันที่ 20-22 ธันวาคม พ.ศ. 2555




