ขณะที่การเจรจาลดภาวะโลกร้อนที่ Qatar เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาล้มเหลวอีกครั้งด้วย 2 ปัญหาหลักคือประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศไม่ยอมยกเลิกผลประโยชน์ที่ได้จากการลดก๊าซภายใต้ข้อตกลงเดิม
หรือที่เรียกว่า "Hot Air" แต่ที่สำคัญกว่าคือ การไม่ยอมผูกพันของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วว่าจะให้ความช่วยเหลือในจำนวนเงินประมาณแสนหกหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการต่อสู้กับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เช่น อากาศแล้ง น้ำท่วม ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพายุ
ความล้มเหลวในการเจรจาไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะรอดพ้นจากผลกระทบทางการค้าที่ประเทศพัฒนากำลังสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้สหภาพยุโรปจะเลื่อนการใช้มาตรการเก็บค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนของเครื่องบินที่บินเข้าน่านฟ้ายุโรปไปอีก 1 ปี แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ถูกนำกลับมาใช้ในอนาคต ตัวอย่างนี้บอกเราว่าการมีข้อตกลงฯหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญเป็นอันดับแรก แต่ที่สำคัญกว่าคือความเข้าใจถึงระบบการจัด การทางเศรษฐกิจต่างหาก
มีคนพูดเสมอว่าการเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศสหภาพยุโรปและอเมริกานั้นจะมีแต่บริษัทใหญ่ที่ได้ประโยชน์โดยเฉพาะบริษัทที่ส่งออกสินค้าเกษตรโดยการเปรียบเทียบจากจำนวนเงินที่ได้รับจากการส่งออกกับความสูญเสียที่คำนวณจากที่ต้องซื้อยารักษาโรคแพง เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือผู้พูดไม่ได้นำเสนอข้อมูลที่สำคัญคือเม็ดเงินที่ตกแก่เกษตรกรและผู้ผลิตอื่นๆในห่วงโซ่ทั้งหมดซึ่งมีหลายล้านครอบครัว เราจะประนีประนอมความเห็นที่แตกต่างนี้ได้อย่างไร? หากเราไม่มีคำตอบในเรื่องนี้แล้วเราจะไปเจรจาข้อ ตกลงลดภาวะโลกร้อนได้อย่างไร?
เนื่องจากเป้าหมายของข้อตกลงการค้าเสรีและภาวะโลกร้อนนั้นต่างกันแต่ใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน เมื่อเขียนถึงตรงนี้แล้วผมก็เชื่อว่าท่านคงเห็นภาพว่าการเดินทางของระบบเศรษฐกิจจะต้องเปลี่ยนเข็มทิศนำทางอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่ประเทศไทยจะมีข้อตกลงเพิ่มจึงไม่น่าจะจำเป็นเลยหากเราสามารถนำโจทย์ที่เราคาดการณ์ได้มาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตสินค้าและบริการพร้อมๆกับการบริโภคใหม่หมด
คำถามก็คือเราจะเริ่มได้เมื่อไหร่? คำตอบคือ "ไม่มีคำตอบ" เนื่องจากเรายังหาทางประนีประนอมกันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) และกลุ่มกดดัน(Pressure Group)ไม่ได้ การดำเนินการโดยการประชุมและพยายามหาทางออกกันเองในระดับกรมที่ผ่านมานั้นคงจะไม่มีวันสำเร็จเพราะต่างคนต่างก็นำเสนอรายละเอียดว่าใครจะได้หรือจะเสียอะไรเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่? นอกจากนั้นก็ยังมีประเด็นความไม่ไว้ใจในตัวแทนของรัฐอีกต่างหาก
ภายใต้สถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้ ผมเสนอให้ผู้นำของทั้ง 3 ฝ่ายคือ รัฐบาล ธุรกิจ และสังคม หาทางออกร่วมกัน เพราะการกำหนดเข็มทิศเดินทางของประเทศต่อไปนี้จะต้องเกิดจากความร่วมมือแบบสามประสานเนื่องจากสิ่งที่เกิดกับภาคใดภาคหนึ่งจะกระทบอีกสองภาคอย่างแน่นอน แม้ว่าปีใหม่นี้จะยังไม่มีโอกาสได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ที่คาดหวังไว้แต่ผมก็เชื่อว่าความร่วมมือสามฝ่ายนี้จะเกิดขึ้นก่อนที่ประเทศไทยจะเกิดปัญหาซ้ำซากต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ปีแล้ว
ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสำเร็จในปีใหม่อย่างต่อเนื่องและกลับมาพบกับปี 2556 ที่จะเป็นปีที่ 16 ซึ่งควรจะหลุดจากช่วงที่ "หายไป" เหมือนญี่ปุ่นที่ "หายไป" ยี่สิบปีแล้วครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,801 วันที่ 16-19 ธันวาคม พ.ศ. 2555




